• manta

Nikon Z50 Review

Updated: Nov 30, 2019



Nikon Z50 กล้องดิจิตอลชนิดไร้กระจกสะท้อนภาพรุ่นแรกในซีรีย์ Z ที่ใช้เซ็นเซอร์ขนาด APS-C จากนิคอน ซึ่งใช้เม้าท์เลนส์ขนาดใหญ่แบบใหม่ Z Mount ออกแบบเน้นที่ความกระทัดรัด พกพาสะดวก และเต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพในการใช้งาน และที่สำคัญคือราคาประหยัด เหมาะสำหรับผู้ใช้ทุกๆ คน ตั้งแต่นักถ่ายภาพมือใหม่ จนถึงนักถ่ายภาพในระดับจริงจัง โดยกล้องรุ่นนี้สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายและครอบคลุมแทบทุกอย่างที่ต้องการ


คุณสมบัติหลัก

  • เซ็นเซอร์ APS-C CMOS 20.9 ล้านพิกเซล

  • แป้นหมุนคอนโทรลแบบคู่

  • ถ่ายภาพต่อเนื่องสูงสุด 11 เฟรม/วินาที หรือ 5 เฟรม/วินาทีเมื่อใช้ Live View

  • บันทึกวิดีโอ 4K สูงสุดที่ 30p

  • ช่องมอง OLED ความละเอียด 2.36 ล้านพิกเซล

  • จอทัชสกรีน ปรับเงยขึ้นได้ 90 องศา และพับลงได้ 180 องศา

  • เชื่อมต่อไร้สายผ่านบลูธูทและไวไฟ โดยใช้แอป Snapbridge

  • เอฟเฟคพิเศษสำหรับสร้างสรรค์ภาพแบบต่างๆ



ผมได้รับกล้อง Nikon Z50 มาเพื่อทดสอบจากนิคอน ไทยแลนด์ พร้อมเลนส์ใหม่สองตัวที่ออกแบบมาพร้อมกัน และเป็นเลนส์ รหัส DX ซึ่งหมายถึงเป็นเลนส์สำหรับกล้องเซ็นเซอร์ขนาด APS-C ใช้ชื่อเหมือนเลนส์ DX ในกล้อง DSLR แน่นอนว่าเลนส์ DX จะมีขนาดเล็ก และน้ำหนักเบากว่า เมื่อเทียบกับสเปคเลนส์เท่าๆ กันในกล้องฟูลเฟรมหรือ FX

เลนส์ตัวแรกคือ DX 16-50 มม. f/3.5-6.3 ตัวเลนส์เล็กและเบาหวิว ซึ่งเรามักจะเรียกเลนส์แบบนี้ว่า แพนเค้ก ตามขนาดที่บางเฉียบของมัน หากเทียบกับกล้องฟูลเฟรมจะได้ทางยาวโฟกัสประมาณ 24-75 มม. นับว่าแทบจะเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วๆ ไปด้วยเลนส์ตัวเดียว และผมได้นำไปทดสอบที่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่แถบภูเขาไฟฟูจิ เป็นเวลา 1 อาทิตย์เต็ม ใช้เลนส์ตัวนี้เป็นหลักสำหรับการถ่ายภาพทั้งหมดกว่า 3,000 ภาพ ได้ผลที่ยอดเยี่ยมและน่าประทับใจมาก

สำหรับเลนส์อีกตัวเป็นเทเลซูม DX 50-250 มม. เทียบเท่าเลนส์ฟูลเฟรม 75-375 มม. ต่อช่วงกับเลนส์ 16-50 มมม. พอดี มีเลนส์สองตัวนี้ เท่ากับได้ช่วงทางยาวโฟกัสจาก 24 - 375 มม. ในน้ำหนักรวมที่แสนเบาเพียง 990 กรัม ใช้เดินทางท่องเที่ยวไปได้ทั่วโลกโดยไม่เป็นภาระที่มากมายจนเกินไป


การออกแบบ

Nikon Z50 มีการออกแบบที่ดีเยี่ยมในแทบทุกๆ ด้าน เริ่มจากตัวกล้องที่ดูเล็ก กะทัดรัด บางเฉียบจากการออกแบบโดยไม่มีกระจกสะท้อนภาพ มีระยะโฟกัสถึงหน้าเซ็นเซอร์รับภาพห่างเพียง 16 มม โดยมีเม้าท์เลนส์ขนาดใหญ่ถึง 55 มม. ส่งผมให้ได้ภาพที่มีคุณภาพสูงขึ้น แก้ไขเรื่องข้อบกพร่องต่างๆ ที่เคยมีมาในกล้อง DSLR ที่มีกระจกสะท้อนภาพ ตัวกล้องเมื่อรวมแบตเตอรี่แล้วมีน้ำหนักเพียง 450 กรัม นับว่าไม่เบาหวิวจนเกินไป และไม่หนักมากเมื่อเทียบกับกล้อง DSLR อีกทั้งยังมีกริปมือจับที่มีขนาดใหญ่พอสมควร ช่วยให้การจับถือกล้องถ่ายภาพมีความสะดวก กระชับมือ โดยไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์เสริมใดๆ เพิ่มเติม ปุ่มเปิดปิดกล้องอยู่ในตำแหน่งนิ้วชี้พอดี ทำให้สามารถเลื่อนเพื่อเปิดหรือปิดสวิตซ์กล้องได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อยกกล้องขึ้นเล็งภาพในช่องมอง จะมองเห็นจอภาพขนาดใหญ่ มองดูได้เต็มตา แม้ว่าจะสวมแว่นตาก็ยังมองภาพในช่องมองได้อย่างชัดเจน มีประโยชน์มากเมื่อต้องใช้งานกลางแจ้งที่มีแสงสว่างมากๆ สามารถดูภาพได้ชัดเจนจากช่องมองภาพ รวมทั้งแสดงข้อมูล เมนู ฟังชั่น ตลอดไปถึงเปิดชมภาพที่ถ่ายไปแล้วเหมือนกับในจอภาพด้านหลังทุกอย่าง

ด้านขวาของช่องมองมีแป้นหมุนเล็กๆ ใช้ปรับแก้สายตาสั้นยาว เพื่อให้เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละคนที่มีสายตาไม่เท่ากัน อีกทั้งยังออกแบบให้ช่องมองภาพยื่นออกมาจากจอภาพที่อยู่ทางด้านหลัง เมื่อแนบตาเข้ากับช่องมอง ส่วนของจมูกและใบหน้าจะไม่ไปติดกับจอภาพซึ่งอาจทำให้เกิดรอยเปื้อนได้ และเมื่อละสายตาจากช่องมอง ภาพจะไปปรากฏที่จอภาพอัตโนมัติ แต่จากการทดสอบพบว่าใช้เวลาชั่วครู่กว่าจะแสดงภาพให้เห็น ไม่รวดเร็วแบบทันทีทันใดเหมือนการเปลี่ยนไปดูภาพในช่องมอง นอกจากนี้ยังมีปุ่มกดทางด้านซ้ายบนเพื่อเลือกได้ว่าจะให้แสดงภาพที่จอ LED หรือที่ช่องมองภาพ อย่างใดอย่างหนึ่งตลอดเวลา

จอภาพทางด้านหลังมีขนาดใหญ่ มองดูภาพได้อย่างเต็มตา ที่พิเศษคือออกแบบให้พลิกจอลงมาทางด้านล่างได้ 180 องศา ช่วยให้การเซลฟี่หรือถ่ายภาพตัวเองทำได้อย่างสะดวก โดยใช้มือซ้ายจับที่กริปด้านหน้า แล้วใช้นิ้วชี้กดปุ่มลั่นชัตเตอร์บันทึกภาพได้ทันที โดยดูภาพจากจอที่พับลงทางด้านล่าง โดยเห็นภาพได้แบบเต็มๆ จอทุกอย่าง ต่างกับกล้องที่พับจอขึ้นทางด้านบน ที่ส่วนใหญ่บางส่วนของจอจะถูกตัวกล้องบดบังเอาไว้ ไม่ได้เห็นภาพเต็ม 100% เหมือนการออกแบบของ Z50 กรณีที่ต้องการบันทึก Vlog โดยใช้ขาตั้งกล้อง ขอแนะนำอุปกรณ์เสริม SmallRig Vlogging Mounting Plate for Nikon Z50 ออกแบบมาเพื่อ Nikon Z50 โดยเฉพาะ ช่วยให้การบันทึก Vlog โดยการพลิกจอลงทางด้านล่าง ทำได้สะดวก มองเห็นภาพจากจอเต็ม 100% โดยมีช่องเกลียวสวมขาตั้งกล้องอยู่ทางด้านขวาของตัวกล้อง และยังมีช่องสำหรับต่อเข้ากับไมโครโฟนภายนอกอีกด้วย เพื่อให้การบันทึกวิดีโอได้คุณภาพเสียงที่ดีเยี่ยมมากยิ่งขึ้น ผู้ใช้งานสามารถเลือกไมโครโฟนได้ตามจุดประสงค์ในการใช้งาน โดยใช้ช่องเชื่อมต่อไมโครโฟนแบบมาตรฐานที่อยู่ทางด้านข้างตัวกล้อง

ทางด้านบนของ Z50 มีการออกแบบหลายอย่างที่คล้ายกล้องกล้องฟูลเฟรม Z6/Z7 เมื่อลองใช้งานอย่างต่อเนื่องกว่า 1 อาทิตย์ ถ่ายภาพทุกวันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ กดชัตเตอร์ไปหลายพันภาพ พบว่าปุ่มฟังก์ชั่นทุกอย่าง สวิตซ์ต่างๆ แป้นหมุนควบคุมดการทำงาน ทั้งหมดใช้งานได้อย่างสะดวก ช่วยให้การบันทึกภาพเป็นไปอย่างรวดเร็ว จนนึกไปว่ากำลังใช้กล้องสำหรับมืออาชีพหรือมือสมัครเล่นกันแน่ ที่ต่างกับ Z6/Z7 ชัดเจนคือ ไม่มีจอแสดงข้อมูลทางด้านบนขวา แต่ออกแบบเป็นแป้นหมุนวงกลมสำหรับเลือกโหมดบันทึกภาพ จะว่าไปแล้ว ในการถ่ายภาพจริงๆ จอแสดงข้อมูลทางด้านบนมีโอกาสใช้งานน้อยมาก โดยส่วนตัวแล้วผมแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์จากจอทางด้านบนเลย เพราะสามารถดูข้อมูลได้ทุกอย่างจากจอทางด้านหลัง รวมทั้งในช่องมองภาพ ต่างกับจอแสดงข้อมูลที่มีมาตั้งแต่ยุคกล้องฟิล์มซึ่งมีความจำเป็น เนื่องจากไม่มีจอดูภาพดูข้อมูลทางด้านหลัง ต้องดูจากช่องมองอย่างเดียว และช่องมองก็ไม่ได้แสดงข้อมูลได้มากมายเหมือนกล้องดิจิตอลในทุกวันนี้

และด้วยความที่บอดี้เล็กมาก เมื่อจับถือกล้องตามปกติ นิ้วชี้และนิ้วโป้งสามารถปรับแป้นหมุนเลือกโหมดบันทึกภาพได้ทันที โดยโหมดที่กำลังเลือกจะแสดงให้เห็นทั้งในช่องมองและที่จอภาพด้านหลัง ไม่ต้องปล่อยมือจากการจับถือกล้องไปหมุนเลือกโหมดทางด้านบนซ้ายเหมือนใน Z6/Z7 ซึ่งผมคิดว่าออกแบบตรงนี้ของ Z50 ทำได้ดีกว่าครับ

สำหรับโหมดบันทึกภาพมีมาให้ครบ ตั้งแต่ฟูลออโต้ กล้องปรับทุกอย่างให้อัตโนมัติ เพื่อให้ใช้งานได้ง่ายและรวดเร็วแบบเล็งแล้วถ่าย และมีโหมดบันทึกภาพมาตรฐานครบทุกอย่างคือ P, S, A , M สามารถใช้โหมดลัดตามค่าที่กำหนดเอาไว้ได้ 2 ตำแหน่งคือ U1 และ U2 เพื่อให้เรียกใช้ได้อย่างรวดเร็วสำหรับการถ่ายภาพบางอย่างเช่น ภาพบุคคล ภาพกลางคืน หรืออื่นๆ ที่ต้องปรับตั้งค่าพิเศษ ทำให้ใช้งานได้รวดเร็วไม่ต้องเสียเวลาปรับตั้งใหม่ และยังมีโหมด SCN เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อถ่ายภาพรูปแบบต่างๆ รวมทั้งเอฟเฟคพิเศษอีกมากมาย อาทิ ไนท์วิชัน / สีสดพิเศษ / Pop / ภาพวาด / Toy / วัตถุขนาดจิ๋ว / เลือกสีเด่น / ภาพเงา / ไฮคีย์ และ โลว์คีย์ นับว่า Z50 เป็นกล้องที่มีโหมดบันทึกภาพให้เลือกใช้หลากหลายมากทีเดียวครับ ตอบโจทย์การถ่ายภาพได้ทุกรูปแบบ เหมาะตั้งแต่มือสมัครเล่นที่เพิ่งเริ่มต้นหัดถ่ายภาพ ไปจนถึงนักถ่ายภาพที่จริงจัง

นอกจากนี้ยังมีก้านโยกเลือกการบันทึกวิดีโอหรือภาพนิ่งอยู่ทางด้านขวาของแป้นหมุนเลือกโหมด ในการทดสอบพบว่าใช้งานได้ดีและรวดเร็วมาก เพียงใช้นิ้วชี้หรือนิ้วโป้งผลักเลือกระบบการบันทึกที่ต้องการ นอกจากนี้ปุ่มกดบันทึกวิดีโอก็อยู่ในตำแหน่งนิ้วชี้พอดีเช่นเดียวกับปุ่มกดถ่ายภาพนิ่ง และยังมีปุ่มเลือกความไวแสง ISO และปุ่มชดเชยแสง +/- ​ซึ่งเป็นปุ่มที่ใช้งานบ่อยมากทั้งคู่ ทั้งหมดใช้งานได้ทันทีโดยใช้นิ้วชี้นิ้วเดียว แม้ว่าจะใช้งานในที่มืด หากคุ้นเคยแล้วก็แทบจะรู้ได้ทันทีว่าปุ่มไหนคืออะไร โดยไม่จำเป็นต้องเปิดไฟมองมองหาว่าปุ่มไหนอยู่ตรงไหน อันนี้ต้องชมเชยทีมออกแบบกล้องของนิคอนที่ทำได้ดีมากจริงๆ ครับ

ทางด้านบนขวา ยังมีแป้นหมุนวงกลมแบบคู่สำหรับปรับเลือกการทำงานแบบต่างๆ หากใช้โหมดบันทึกภาพแบบแมนนวล ซึ่งเป็นโหมดบันทึกภาพหลักที่ผมใช้เป็นประจำ แป้นหมุนด้านหน้าจะใช้เลือกค่ารูรับแสง ส่วนด้านหลังจะใช้เลือกค่าความเร็วชัตเตอร์ โดยมีสเกลวัดแสงสำหรับบอกค่าแสงพอดีทั้งในจอภาพและในช่องมองภาพ ซึ่งในความเป็นจริงไม่ค่อยได้ใช้งานมากนัก เนื่องจากการปรับตั้งค่าเองแบบแมนนวล จะแสดงภาพที่มืด สว่าง หรือพอดีให้เห็นอยู่แล้วนั่นเอง แต่หากเลือกโหมดอื่นๆ เช่น ออโต้ชัตเตอร์ A หรือออโต้รูรับแสง S ต้องเลือกค่าอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน ก็เพียงหมุนแป้นเลือกค่าที่ต้องการเพียงอย่างเดียว และเมื่อกดปุ่มเลือกค่าความไวแสง ISO หรือปุ่มชดเชยแสง หรือสามารถใช้แป้นหมุนทางด้านหลังปรับเลือกค่าที่ต้องการได้ทันที ซึ่งเป็นการออกแบบที่ทุกคนยอมรับว่าใช้งานได้รวดเร็วและสะดวกที่สุด ซึ่งนิคอนออกแบบในลักษณ์นี้มานานมากแล้วตั้งแต่กล้องแบบ DSLR จนถึงกล้อง Mirrorless ก็ยังคงการออกแบบสไตล์นี้ไว้อย่างเหนียวแน่น

สำหรับการออกแบบและจัดวางปุ่มปรับทางด้านหลังจะอยู่ทางด้านขวาของจอภาพทั้งหมด เริ่มจากปุ่มกดสี่ทิศทางรูปวงกลม มีปุ่มตอบตกลง OK อยู่ตรงกลาง ใช้งานได้สารพัด ตั้งแต่การเลือกเมนู เลือกฟังก์ชั่นต่างๆ เลือกจุดโฟกัส เลือกรูปภาพที่ต้องการในโหลดเปิดชมภาพ และใช้งานคู่กับปุ่ม i ที่อยู่ทางด้านล่าง ซึ่งจะแสดงฟังก์ชั่นการใช้งาน 2 รูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่าจะถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอ หากเป็นการถ่ายภาพนิ่งจะแสดงฟังก์ชั่นการใช้งานดังนี้คือ พิกเจอร์คอนโทรล ไฟล์ฟอร์แมท โหมดแฟลช การเชื่อมต่อ Wi-Fi โหมดเลื่อนภาพ เลือกพื้นที่โฟกัส ไวท์บาลานซ์ ขนาดไฟล์ โหมดวัดแสง ดีไลท์ติ้ง ระบบป้องกันภาพสั่นไหว และโหมดโฟกัส ซึ่งทั้งหมดเป็นฟังก์ชั่นที่ต้องใช้งานบ่อยๆ ช่วยให้ปรับใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาไปปรับตั้งในเมนูให้ยุ่งยาก และยังดูได้ทั้งที่จอภาพและในช่องมองภาพ ซึ่งแสดงผลเหมือนกันทุกอย่าง

กรณีที่ใช้งานบันทึกวิดีโอ เมื่อกดปุ่ม i จะแสดงฟังก์ชั่นเกี่ยวกับการบันทึกวิดีโอที่หน้าจอดังนี้ พิกเจอร์คอนโทรล ระดับคุณภาพตั้งแต่ 4K ถึง Full HD การลด Noise การเชื่อมต่อ Wi-Fi ระบบป้องกั่นภาพสั่นไหวอิเล็กทรอนิกส์ พื้นที่โฟกัส ไวท์บาลานซ์ ความไวการบันทึกเสียง ระบบวัดแสง ดีไลท์ติ้ง และโหมดโฟกัส

อย่างไรก็ตามฟังก์ชั่นต่างๆ เมื่อกดปุ่ม i ทั้งการถ่ายภาพนิ่ง และบันทึกวิดี สามารถปรับเปลี่ยนได้ทุกอย่างโดยเข้าไปเลือกจากเมนูปรับแต่งคัสตอมคอนโทรล เปลี่ยนแปลงรายการแต่ละอย่าง โดยเน้นเฉพาะฟังก์ชั่นที่เราใช้งานบ่อยมากที่สุด ซึ่งแต่ละท่านอาจจะมีจุดประสงค์ในการใช้กล้องบันทึกภาพนิ่งและวิดีโอไม่เหมือนกัน วิธีนี้ทำให้การใช้งานรวดเร็วมากทีเดียวครับ ใช้งานได้ดีกับทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมืออาชีพ

นอกจากนี้ทางด้านหน้ายังมีปุ่มลัด Fn1 และ Fn2 ซึ่งตามมาตรฐานจะกดหนดให้เป็นปุ่มปรับตั้งเกี่ยวกับไวท์ลานซ์ และปุ่มสำหรับเลือกฟังก์ชั่นเกี่ยวกับระบบโฟกัส ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เหมาะกับผู้ใช้ทั่วๆ ไป แต่ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ว่าต้องการให้ทั้งสองปุ่มทำหน้าที่อะไร โดยเข้าไปเปลี่ยนในเมนูคัสตอม

ข้างๆ จอ LCD มีการออกแบบใหม่แตกต่างจาก Z6/Z7 คือ ปุ่มซูมขยายภาพ และปุ่มเลือกการแสดงผล DISP ออกแบบเป็นระบบสัมผัส เพียงแตะเบาๆ ก็ทำงานได้ทันที อาทิ กดปุ่มเปิดชมภาพ แล้วแตะที่สัญลักษณ์การซูมขยายภาพ หรือย่อเพื่อดูภาพเล็กๆ หลายๆ ภาพพร้อมกัน ต้องการใช้ภาพใดเพียงแตะเลือกภาพที่จอซึ่งเป็นระบบทัชสกรีนจะขยายภาพขึ้นมาทันที และสัมผัสเลื่อนดูส่วนต่างๆ ของภาพได้เหมือนการใช้งานในโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนทั่วๆ ไป

และเมื่อแตะที่ DISP ก็จะเป็นการเลือกการแสดงผลแบบต่างๆ เพิ่มจากแสดงภาพ Live View กราฟฮีทโตแกรม ระนาบของกล้อง และแสดงข้อมูลทั้งหมดที่ใช้ในการถ่ายภาพ หากเลือกโหมดบันทึกภาพแบบแมนนวล สามารถแตะที่หน้าจอเพื่อเลือกปรับเปลี่ยนค่ารูรับแสง ความเร็วชัตเตอร์ และความไวแสงได้ทันที นับว่าเป็นการใช้งานที่สะดวกสบายมากทีเดียวครับ


ความรวดเร็วในการทำงาน

Z50 แม้ว่าจะวางตัวเป็นกล้องสำหรับผู้เริ่มต้น แต่กลับมีความเร็วในการทำงานสูงมาก โดยเฉพาะโหมดออโต้โฟกัสที่ถอดแบบมาจากกล้องฟูลเฟรมรุ่น Z6/Z7 ทำงานระบบไฮบริจ มีจุดโฟกัส 209 จุด ครอบคลุมพื้นที่มากถึง 87% ในแนวนอน และ 85% ในแนวตั้ง ไม่ว่าวัตถุหรือตัวแบบจะอยู่ในตำแหน่งใดของเฟรมภาพก็สามารถโฟกัสได้อย่างแม่นยำไม่ผิดพลาด พร้อมด้วยระบบออโต้โฟกัสแบบตรวจจับดวงตาอัตโนมัติเมื่อใช้ถ่ายภาพบุคคล และยังเลือกจุดโฟกัสที่ดวงตาของบุคคลที่ต้องการได้ แม้ว่าในภาพจะมีคนอยู่หลายคนก็ตาม ในการทดสอบโหมดโฟกัส ผมใช้เลนส์ DX สองตัวคือ 16-50 มม. และ DX 50-250 มม. การปรับออโต้โฟกัสรวดเร็วอย่างน่าประทับใจ โฟกัสเข้าเป้าแทบจะทันทีที่แตะปุ่มชัตเตอร์ อีกทั้งยังทำงานได้เงียบสนิทปราศจากเสียงดังรบกวน นอกจากนี้ยังได้ลองใช้อะแดปเตอร์ FTZ กับเลนส์ Nikon อีกหลายตัวที่ใช้งานอยู่อาทิ AF-S 60 F2.8 Mcro, AF-S 70-200 F2.8 พบว่าโฟกัสได้รวดเร็วดีมากเช่นกัน

สำหรับการถ่ายภาพต่อเนื่อง แม้ว่า Z50 จะเป็นกล้องรุ่นเล็ก แต่ก็ถ่ายภาพต่อเนื่องในโหมดออโต้โฟกัสได้เร็วมากถึง 11 เฟรมต่อวินาที ช่วยให้งานถ่ายภาพบางอย่างเช่น ภาพกีฬา หรือสัตว์ป่าในธรรมชาติที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สามารถจับจังหวะภาพที่สวยงามได้อย่างทันท่วงที

การเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายนอก

สำหรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายนอก มีช่องต่อเชื่อมอยู่ทางด้านข้าง เริ่มจากช่องแจ๊ค 3.5 มม. สำหรับต่อเข้ากับไมโครโฟนภายนอก เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีมากขึ้นในการบันทึกวิดีโอ หรือใช้ร่วมกับไมโครโฟนพิเศษแบบต่างๆ เช่น ไมโครโฟนไร้สาย เป็นต้น ถัดลงมาเป็นช่อง USB สำหรับชาร์จไฟผ่านอุปกรณ์ USB เช่น เพาเวอร์แบ๊งค์ ให้ความสะดวกในกรณีมีแบตก้อนเดียวแล้วชาร์จจากไฟบ้านไม่ทัน ในการทดสอบผมใช้แบตเตอรี่สองก้อน แล้วใช้ Inverter แปลงไฟในรถยนต์ชาร์จแบตจากเครื่องชาร์จปกติที่ให้มาพร้อมกล้อง เนื่องจากต้องถ่ายภาพเป็นจำนวนมาก รวมทั้งบันทึกวิดีโอด้วย แต่เมื่อหยุดพักการถ่ายภาพก็ใช้เพาเวอร์แบ๊งค์ชาร์จแบตในตัวกล้องด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าแบตจะเต็ม และพร้อมใช้งานเสมอ สุดท้ายคือช่อง HDMI เป็นแบบ micro เชื่อมต่อกับทีวีดิจิตอลและอื่นๆ ได้หลากหลาย แต่ไม่สามารถเอ้าท์พุชวิดีโอแบบ RAW ได้เหมือน Z6/Z7 ทำได้แค่สูงสุด 4K 8 bit

Z50 ใช้แบตเตอรี่รุ่น EN-EL25 โดยมีเครื่องชาร์จแบตกับไฟบ้านแถมมาให้ด้วยรุ่น EH-73P การใช้งานแนะนำให้ซื้อแบตเตอรี่สำรองเพิ่มอีก 1 ก้อน แต่ถ้าไม่มีก็สามารถชาร์จแบตจากตัวกล้องได้โดยใช้สาย USB กับเพาเวอร์แบ๊งค์ทั่วๆ ไป แต่ไม่สามารถถ่ายภาพได้ในขณะที่กำลังชาร์จแบตเตอรี่


การเชื่อมต่อไร้สาย

Z50 รองรับการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth เวอร์ชั่ 4.2 และ WiFi IEEE 802.11b/g/n สามารถใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนได้ทั้งไอโอเอส (ไอโฟน, ไอแพด) และแอนดรอยด์ โดยมีแอปให้ดาวน์โหลดมาใช้ฟรี ชื่อ Snapbidge ในการทดสอบพบว่าเชื่อมต่อได้ง่ายและรวดเร็วมาก เมื่อตั้งค่าจากเมนูโดยเลือก WiFi จะมีรหัสผ่านให้กรอกลงในสมาร์ทโฟน เพียงเท่านี้ก็พร้อมใช้งานโดยเปิดแอป Snapbridge เพื่อดาวน์โหลดภาพ หรือจะใช้แอปควบคุมการถ่ายภาพและวิดีโอก็ได้ สามารถเลือกโหมดบันทึกภาพจากในแอป แตะที่หน้าจอสมาร์ทโฟนเพื่อเลือกจุดโฟกัส และตั้งแต่เวลาถ่ายภาพอัตโนมัติได้ด้วยโดยเลือกการหน่วงเวลาตามที่ต้องการจากแอป

สำหรับภาพนิ่ง สามารถส่งภาพไปยังสมาร์ทโฟนได้ทั้งไฟล์ JPEG และ RAW ซึ่งมีประโยชน์มากในการปรับแต่งโปรเซสไฟล์ RAW เนื่องจากสมาร์ทโฟนในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูงมาก เทียบเท่ากับคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว อีกทั้งมีแอปสำหรับโปรเซสภาพจากไฟล์ RAW ได้ อาทิ Photoshop หรือ Lightroom ซึ่งโปรเซสได้ดีเช่นเดียวกับการทำงานในคอมพิวเตอร์


แฟลช

Z50 มีแฟลชในตัวกล้อง ออกแบบซ่อนเก็บไว้ทางด้านบนอย่างแนบเนียน ทำงานระบบ iTTL มีค่าไกด์นัมเบอร์ 7 ที่ ISO 100 ในการทดสอบถ่ายภาพที่ระยะใกล้ๆ 1-3 เมตรพบว่าใช้งานได้อย่างสบาย แต่ต้องเพิ่มค่าความไวแสงให้สูงขึ้นบ้างเช่น ISO 200 หรือ 400 เหมาะสำหรับการใช้ลบเงาเมื่อต้องถ่ายภาพย้อนแสง หรือเพิ่มรายละเอียดในตัวแบบหรือสิ่งที่ต้องการถ่ายภาพ นอกจากนี้ยังมีฮอทชูทางด้านบน มีแฟลชรุ่นต่างๆ ให้เลือกใช้ตามลักษณะของงาน ตั้งแต่ถ่ายภาพใกล้จนถึงระยะไกล หรือต้องการแฟลชกำลังไฟสูงเพื่อผลพิเศษต่างๆ รวมไปถึงการใช้แฟลชหลายๆ ดวงเพื่อจัดทิศทางของแสงแบบมืออาชีพก็ทำได้ นอกจากนี้ในตัวกล้องยังสามารถปรับเลือกโหมดแฟลช และปรับชดเชยแสงแฟลชได้ด้วย




165 views
  • YouTube Social  Icon
  • Black Facebook Icon
  • Black Twitter Icon
  • Black Instagram Icon

© 2000-2019 by shutterphoto.com