Canon EOS 1D
Introduction : Specification : Design : Operation : Menu : Software : Sample : Comment


  • Operation : การใช้งาน/ควบคุมกล้อง




    การใช้งานเบื้องต้น
  • EOS 1D เป็นกล้องระดับมืออาชีพก็จริง แต่การควบคุมกล้อง กลับเป็นไปอย่าง รวดเร็ว และง่ายดาย เพราะช่างภาพ มืออาชีพ ไม่มีใคร อยากใช้กล้องที่ ดูยุ่งยาก จนทำให้ พลาดนาทีสำคัญ ในการบันทึกภาพ การใช้งานขั้นพื้นฐาน เริ่มจาก ใส่แผ่นการ์ด แบบ CF จะเป็น Type I หรือ II รวมทั้ง Microdrive ( B ) ก็ได้ ฝาครอบช่องบรรจุการ์ด มีสลักล๊อค แบบบิดหมุน ( A ) แม้จะดูยุ่งยากสักหน่อย แต่ก็เป็นระบบล๊อค ที่ดูแน่นหนาดีมาก ตรงช่องบรรจุการ์ด มีสันนูนเป็นเส้นโดยรอบ สูงประมาณ 3 มม. เมื่อปิดฝาครอบลงไป จะปิดทับช่องนี้พอดี ป้องกันฝั่นละออง ต่างๆ หรือแม้กระทั่งหยดน้ำ ไม่ให้ไหลผ่านเข้าไป ในช่องการ์ด หากถ่ายภาพ ขณะฝนตก
  • ขั้นต่อไปคือ เปิดสวิตซ์กล้อง ตำแหน่งสวิตซ์อยู่ทางด้านหลัง จากการทบสอบ พบว่า ใช้งานได้สะดวก เพราะอยู่ใน ตำแหน่งนิ้วโป้ง ของมือข้างขวา พอดี เลือกเปิดสวิตซ์ ที่ ตำแหน่ง ON ธรรมดา หรือจะเลือกแบบเปิดเสียง ก็ได้ เช่น เมื่อโฟกัสชัด จะมีเสียง บี๊บ เตือนให้ทราบ



  • จากนั้น ต้องตรวจสอบระบบ ปรับสมดุลย์แสงขาว หรือ ไวท์บาลานซ์ และระดับคุณภาพ ของภาพ โดยดูจากจอ LCD ชุดที่สอง ที่อยู่ทางด้านหลัง ใต้จอมอนิเตอร์ จากการทดสอบ พบว่า การเลือกโหมดปรับไวท์บาลานซ์แบบออโต้ หรือ AWB ทำงานได้ผลดีอย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะถ่ายภาพ ด้วยสภาพแสงแบบใด ก็ตาม ทั้งนี้เป็นผลมาจาก การใช้ระบบ ปรับ ไวท์บาลานซ์ ลูกผสม ทำงานร่วมกัน ระหว่าง เซ็นเซอร์ที่รับแสงภายนอก ซึ่งจะเห็น เป็นช่องสีขาวขุ่น ทางด้านหน้ากล้อง เหนือตำแหน่งตัวอักษร EOS-1 กับชุดเซ็นเซอร์ CCD ส่งผลให้วิเคราะห์ อุณหภูมิสี ได้อย่างเที่ยงตรง แม่นยำ



  • ต่อไปก็ เลือกระบบเลื่อนภาพ หรือ Drive ใช้งานง่าย โดยกดปุ่ม 2 ปุ่ม บนตัวกล้อง ด้านซ้าย พร้อมๆ กัน แล้วใช้ วงแหวนหมุน ทางขวา เลือกการถ่ายภาพ แบบทีละภาพ ต่อเนื่องความเร็วสูง (สูงมากอย่างน่าทึ่ง 8 ภาพ/วินาที) ต่อเนื่องความเร็วต่ำ และ ถ่ายภาพหน่วงเวลา เลือกได้ 2 หรือ 10 วินาที

  • ขั้นตอนต่อไป เป็นการเลือก โหมดบันทึกภาพ ( MODE ) มี 4 แบบ มาตรฐาน คือ โปรแกรม ที่สามารถ ปรับชิพท์ เลือกความเร็วชัตเตอร์ หรือ รูรับแสง ได้ตลอดเวลาที่ต้องการ โหมดออโต้ชัตเตอร์ โหมดออโต้รูรับแสง และสุดท้าย โหมดแมนนวล การปรับใช้งาน ระหว่าง ชัตเตอร์ และ รูรับแสง ใช้แป้นหมุนทางด้านหน้า และ ด้านหลัง

  • เลือกระบบวัดแสง ใช้ปุ่มกดทางด้านบนซ้าย แล้วหมุนวงแหวน เลือกระบบ วัดแสง แบบที่ต้องการ ใช้งาน เลือกได้ 4 แบบ คือ Evalutive แบ่งพื้นที่ในภาพ ออกเป็นหลายส่วน วิเคราะห์ สภาพแสง ด้วยไม่โคร คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีความ แม่นยำ สูงมาก หรือจะเลือก แบบพาร์เทียล ที่เน้นวัดแสงกลางภาพ หรือแบบเฉพาะจุด และ แบบเฉลี่ยหนักกลา โดยระบบวัดแสง จะทำงานสัมพันธ์ กับจุดโฟกัสด้วย เพื่อให้ได้ค่าแสง ที่ถูกต้อง มากที่สุด

  • ต่อไป เป็นเรื่องของ ระบบโฟกัส สามารถเลือก โหมดโฟกัส AF หรือ MF ได้ จากตัวเลนส์ แล้วกดปุ่ม AF บนตัวกล้อง เพื่อเลือก ระบบโฟกัส แบบ ONE SHOT โฟกัสทีละภาพ หรือ AI SERVO โฟกัสต่อเนื่อง ติดตามการเคลื่อนที่ของวัตถุ แล้วเลือก จุดโฟกัสที่ต้องการ หากเลือกโหมดออโต้ กล้องจะเลือกให้ อัตโนมัติ หรือจะเลือก จุดโฟกัส จุดใดจุดหนึ่ง เอาเองก็ได้


  • เมื่อทุกอย่างพร้อม ก็ลงมือกดชัตเตอร์ ถ่ายภาพ ได้เลย หลังจากกดชัตเตอร์ ไปแล้ว จะปรากฎภาพ ให้เห็นบนจอมอนิเตอร์ LCD ทางด้านหลัง ชั่วครู่ ก่อนจะดับหายไป ซึ่ง สามารถ ปรับเลือก เวลาในการแสดงภาพได้ จากคัสตอมฟังก์ชั่น หากต้องการชมภาพ ที่บันทึกไปแล้ว สามารถทำได้ อย่างรวดเร็ว เพียงกดปุ่ม DISPLAY เพียงครั้งเดียว


    ระบบออโต้โฟกัสที่ชาญฉลาด
  • EOS 1D มีระบบออโต้โฟกัสที่ก้าวหน้ามาก ใช้โปรเซสเซอร์ ที่มีความเร็วสูง ซึ่งทาง Canon เคลมว่า เป็นระบบ ออโต้โฟกัส ที่เร็วที่สุดในโลก (เมษายน 2545) วางตำแหน่ง เซ็นเซอร์โฟกัส มากถึง 45 จุด ครอบคลุมพื้นที่ เกือบทั้งภาพ จะให้กล้องเลือก จุดโฟกัส อัตโนมัติ หรือ เลือกเองก็ได้

    จากแผนภาพทางดานบน เป็นการแสดงตำแหน่ง ของจุดเซ็นเซอร์ ทั้ง 45 จุด เส้นขีดสีดำ คือเซ็นเซอร์ที่ทำงานได้ดี กับสิ่งที่มีคอนทราสท์ ในแนวดิ่ง โดยทำงานกับเลนส์ ที่มีรูรับแสง กว้างสุด f/5.6 หรือกว้างกว่า แต่ถ้าเป็น เส้นในแนวนอน จะจับโฟกัส ด้วยเซ็นเซอร์ 7 จุด ที่เป็นขีดสีแดง วางตำแหน่งเรียงกัน ตรงกลางจอภาพ

  • ความเร็วในการจับโฟกัส ของ EOS 1D มีการทดสอบโดย Canon ด้วยการใช้เลนส์ 300 f/2.8 L IS ถ่ายภาพรดแข่งฟอร์มูล่าวัน ที่วิ่งด้วยความเร็ว 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในระยะ ห่างเพียง 20 เมตร ใช้โหมดถ่ายภาพต่อเนื่อง ความเร็วสูง 8 ภาพ/วินาที ภาพที่ได้ ทุกภาพคมชัดอย่างน่าทึ่ง ชนิด ภาพต่อภาพ ทีเดียว

  • การเลือกจุดโฟกัส อันดับแรก ต้องกดปุ่ม AF ที่อยู่ทางด้านบนเสียก่อน โดยเลือกว่าจะ ให้โฟกัสแบบ ONE SHOT หรือ AI SERVO จากนั้น กดปุ่ม AF POINT ที่อยู่ทางด้านหลัง เพียงครั้งเดียว แล้วหมุนแป้นวงกลม ทางด้านหลัง เพื่อเลือกแถว ของจุดโฟกัส ในแนวดิ่ง มีทั้งหมด 5 แถว แล้วใช้ แป้นหมุน ทางด้านหน้า หมุนซ้ายขวา เลือกจุด โฟกัส ในแนวนอน วิธีนี้ ไม่ว่าสิ่งที่ต้องการ ถ่ายภาพ จะอยู่ในจุดใด ก็สามารถ ปรับโฟกัส ได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ ยังสามารถ จำกัดจุดโฟกัส ให้เหลือเพียง 11 หรือ 9 จุด ทั่วทั้งภาพ เพื่อความ สะดวก รวดเร็ว ในการเลือกจุดโฟกัส โดยไปปรับเลือกจาก คัสตอม ฟังก์ชั่นที่ 13

  • ในคัสตอมฟังก์ชั่น ที่ 17 สามารถขยายพื้นที่ของ จุดโฟกัส ให้ทำงานพร้อมๆ กันหลายจุด เหมาะสำหรับ การจับโฟกัส สิ่งที่มีการเคลื่อนไหว เช่น ภาพกีฬา หรือ สัตว์ป่า เป็นต้น เมื่อเลือกที่คัสตอมนี้ จะขยายจุดโฟกัส จากจุดที่เลือกไว้ ออกไปรอบๆ อีก 6 จุด รวมเป็น 7 จุด ทั้งนี้การขยายจุด ดังกล่าว กล้องจะพิจารณา จากทางยาวโฟกัส ของเลนส์ที่ใช้ อัตโนมัติ เช่น เลนส์ต่ำกว่า 300 มม. หากวัตถุ เคลื่อนที่ช้า จะเลือกโฟกัส 1 จุด แต่ถ้า เคลื่อนที่เร็ว จะเลือก 7 จุด หากเลนส์มากกว่า 300 มม. ถ้าเคลื่อนที่ช้า จะเลือกโฟกัส 7 จุด แต่ถ้า เคลื่อนที่เร็ว จะเลือก 13 จุด

  • หากมีปัญหาเรื่อง ออโต้โฟกัส ไม่สามารถใช้งานได้ หรือต้องการปรับโฟกัสเอง ก็สามารถ ทำได้ง่ายๆ เพียง ปรับสวิตซ์ ที่ตัวเลนส์ จาก AF ไปเป็น MF จากนั้นหมุนวงแหวน โฟกัส แบบแมนนวล ที่กระบอกเลนส์ เมื่อโฟกัสชัด จะมีไฟเตือนโฟกัสชัดใหทราบ ในช่องมอง และมีเสียง บี๊บ เตือนให้ทราบด้วย หากเปิดสวิตซ์กล้องและเลือกแบบมีเสียง

    ระบบวัดแสง 5 แบบ
  • ระบบวัดแสง เลือกใช้งานได้ 5 แบบ ตามความเหมาะสม และ ลักษณะของภาพถ่าย ที่ต้องการ
    Evaluative : แบ่งพื้นที่ในภาพออกเป็น 21 โซน แบบไม่เท่ากัน โดยพื้นที่รอบนอก ของจุด โฟกัส จะถูกแบ่งเป็น 4 ส่วน ภายในแบ่งเป็น 17 ส่วน โดยจะสัมพันธ์ กับจุดโฟกัสทั้ง 45 จุด ไม่ว่าสิ่งที่ต้องการ จะมีขนาดเล็ก หรือ ใหญ่ มีโทนสว่าง หรือ มืด มีคอนทราสท์มาก หรือ น้อย รวมทั้ง ฉากหลัง ที่มีสภาพแสง แตกต่างกันมาก ก็สามารถ คำนวณ ปริมาณ แสง ที่พอดี ได้อย่างแม่นยำ
    Partial : ระบบนี้จะเน้นตรง ส่วนกลาง ของจอภาพ กินพื้นที่ประมาณ 5 ส่วน จาก 21 ส่วน
    หรือประมาณ 13.5% เหมาะสำหรับ การถ่ายภาพ ที่วัตถุ มีโทนสว่าง มากกว่าฉากหลัง
    Spot : ระบบวัดแสงเฉพาะจุด กล้องจะคำนวณปริมาณแสง เฉพาะกลางจอภาพ เท่านั้น กินพื้นที่ 3.8% เหมาะสำหรับ ช่างภาพ ที่มีประสบการณ์ ซึ่งต้องการทราบ ค่าแสง เฉพาะจุดหรือ บริเวณ ที่ต้องการเท่านั้น
    Centerweighted Average : ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยทั้งภาพ แต่เน้นหนักไปที่ส่วนกลาง

    AF Point - Linked Spot : ระบบวัดแสงแบบเฉพาะจุด ที่สัมพันธ์กับจุดโฟกัส ที่เปลี่ยนแปลงไป หากกล้องโฟกัส ไปที่จุดใด ก็จะเลือกวัดแสง เฉพาะที่จุดนั้น เหมาะอย่างยิ่ง สำหรับการถ่ายภาพ ที่มีการเคลื่อนไหว อย่างรวดเร็ว โดยเลือกได้ว่า จะให้สัมพันธ์ กับจุดโฟกัส 11 จุด หรือ 9 จุด จากคัสตอมฟังก์ชั่น ที่ 13

    ระบบเลื่อนภาพ
  • EOS 1D เลือกระบบเลื่อนภาพได้ 3 แบบ คือทีละภาพ ต่อเนื่องความเร็วต่ำ และต่อเนื่อง ความเร็วสูง ส่วนการตั้งเวลาถ่ายภาพ อัตโนมัติ เลือกได้ 2 แบบ คือ 10 วินาที และ 2 วินาที นอกจากนี้ ยังสามารถล๊อคกระจก สะท้อนภาพ ได้ด้วย โดยเลือกจาก คัสตอม ฟังก์ชั่นที่ 12 เมื่อกดปุ่มชัตเตอร์ ครั้งแรก กระจกจะล๊อคค้างไว้ เมื่อกดปุ่มชัตเตอร์ อีกครั้งหนึ่ง ม่านชัตเตอร์ จึงจะทำงาน ช่วยลดการสั่นไหว ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะ เมื่อต้องถ่ายภาพ ด้วยความเร็ว ชัตเตอร์ต่ำ


    ระดับคุณภาพ
    ถ่ายต่อเนื่อง
    ความเร็วต่ำ
    ความเร็วสูง
    L - Large Fine
    21 ภาพ
    8 ภาพ/วินาที
    3 ภาพ/วินาที
    Normal
    S - Small Fine
    RAW
    16 ภาพ
    RAW + L Fine
    RAW + L Normal
    RAW + S Fine


    ระบบแฟลช

  • ระบบแฟลชของ EOS 1D เหมือนกับที่ใช้ใน EOS 1V ซึ่งเป็นระบบแฟลช ที่ก้าวหน้ามาก ใช้งานกับแฟลช ซีรีย์ EX ซึ่งจะใช้งานง่ายมาก หากใช้โหมด บันทึกภาพ อัตโนมัติ กล้องจะคำนวณแสงแฟลช ร่วมกับ แสงที่มีอยู่เดิม เรียกว่าระบบ E-TTL ทำให้ได้ภาพ ที่ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด หากต้องการความสมบูรณ์แบบ ต้องใช้ร่วมกับ แฟลชเฉพาะกิจ รุ่น 550EX ซึ่งเป็นแฟลชที่ มีประสิทธิภาพสูงมาก
  • E-TTL Autoflash
    ระบบนี้จะทำงานสัมพันธ์กับ ระบบวัดแสงง Evaluative โดยจำทำงานแบบ พรีแฟลช ซึ่งแสงแฟลชที่ปล่อยออกไปครั้งแรก จะเป็นการตรวจสอบ ความเข้มแสง ที่จุดโฟกัส เปรียบเทียบกับ แสงรอบข้าง รวมทั้ง แสงที่ฉากหลัง หากจำเป็น กล้องจะปรับ ความเร็ว ชัตเตอร์ต่ำ อัตโนมัติ เพื่อให้แสงแฟลช กลมกลืนกับแสงธรรมชาติ มากที่สุด
  • High-Speed Sync (FP Flash)
    เมื่อเ ลือกใช้โหมดนี้ จะใช้ชัตเตอร์ได้ทุกความเร็ว จาก 30 วินาที ถึง 1/16000 วินาที
  • FE (Flash Exposure) Lock
    ระบบนี้คือ การล๊อคความจำแสงแฟลช ไม่ว่าจะถ่ายภาพ ไปยังจุดใดก็ตาม ปริมาณ ของแสงแฟลช ที่ปล่อยออกไป จะคงที่ เท่ากับที่ล๊อคเอาไว้
  • Flash Exposure Compensation
    คล้ายกับการชดเชยแสงธรรมชาติ สามารถปรับ เพิ่มลดปริมาณแสงแฟลชได้ +/- 3 สตอป แบ่งละเอียด ขั้นละ 1/3 สตอป
  • FEB (Flash Exposure Bracketing)
    ระบบถ่ายภาพคร่อมแสงแฟลชอัตโนมัติ กล้องจะถ่ายภาพ ติดต่อกัน โดยแต่ละภาพ จะได้รับ ปริมาณแสงแฟลช ที่แตกต่างกัน เลือกได้ +/- 3 สตอป แบ่งละเอียด ขั้นละ 1/3 สตอป
  • E-TTL Wireless Autoflash
    การแยกแฟลช ออกจากตัวกล้อง แบบไร้สาย โดยยังคงทำงาน ในระบบ วัดแสงแฟลช ผ่านเลนส์แบบ E-TTL สามารถใช้แฟลช พร้อมกัน ได้มากกว่า 1 ตัว เพื่อจัดแสงแฟลช ให้ส่องมาจากทิศทางต่างๆ

  • ในกรณีที่ไม่ได้ใช้แฟลชของ Canon ระบบสัมพันธ์แฟลช จะสูงสุด ที่ความเร็วชัตเตอร์ 1/500 วินาที หากใช้แฟลชภายนอก เช่น แฟลชสตูดิโอ จะมีช่องซิงค์แฟลช แบบ PC
    EOS-1D ทำงานสัมพันธ์ กับแฟลช Canon ซีรีย์ EX ทุกรุ่น และ ใช้งานง่าย สะดวกรวดเร็ว เมื่อใช้ร่วมกับโหมด บันทึกภาพ อัตโนมัติ และ ใช้โหมดแฟลช E - TTL นอกจากนี้ ยังสมารถ ใช้ระบบแฟลช ไร้สายแบบ E - TTL โดยใช้แฟลช ร่วมกัน ได้หลายดวง พร้อมๆ กัน เพื่อจัดทิศทาง แสงแฟลช ตามที่ต้องการ

  • Canon Speedlite 550 EX คือ แฟลชที่ขอแนะนำ ให้ใช้ เพราะ ทำงานสัมพันธ์ กับกล้อง เต็มระบบ เพิ่มขีดความสามารถ ให้สูงขึ้นอีกมาก คุณสมบัติเด่นๆ ที่จะได้เพิ่มเติม ขึ้นมา คือ E - TTL ออโต้แฟลช เป็นระบบแฟลช ที่สัมพันธ์กับ ระบบวัดแสง แบ่งพื้นที่หลายส่วน โดยจะเน้น ในจุดที่กล้อง เลือกโฟกัส มีระบบสัมพันธ์แฟลช ที่ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ เพื่อให้ได้ภาพ ที่มีแสงของฉากหลัง ดูเป็นธรรมชาติ ถัดมาคือ High-Speed Sync หรือ FP Flash สัมพันธ์ ทุกความเร็ว ชัตเตอร์ จาก 30 วินาทีถึง 1/1600 วินาที (ปรกติไม่เกิน 1/500 วินาที) แบบที่สาม คือ FE Lock หรือ ล๊อคความจำแสงแฟลช เพื่อให้ได้ ค่าแสงแฟลช ที่คงที่ไม่ว่า จะถ่ายส่วนใด ของสิ่งที่ต้องการ ก็ตาม แบบที่สี่ คือ ชดเชยแสงแฟลช ปรับค่าแสงแฟลช ให้แตกต่างกันได้ 3 สตอป แบ่งละเอียด ขั้นละ1/3 สตอป และ แบบที่สี่ ถ่ายภาพคร่อม ด้วยไฟแฟลช ภาพที่ได้ แต่ละภาพ จะมีค่าแสง ต่างกันสูงสุด 3 สตอป แบ่งละเอียดขั้นละ 1/3 สตอป


    สุดท้ายคือ Wireless Flash เป็นระบบแยกแฟลช จากตัวกล้อง แบบไร้สาย โดยที่ยังคงทำงาน ในระบบ E-TTL เช่นเดิม สามารถใช้แฟลช หลายตัว พร้อมกัน และ ปรับอัตราส่วน ของกำลังไฟแฟลช ให้แตกต่างกัน ตามที่ต้องการ และ ยังมีระบบ Modeling Flash เมื่อกดปุ่ม เช็กชัดลึก ที่ตัวกล้อง แฟลชจะปล่องแสง ความที่สูงถึง 70 Hz ออกไปนาน 1 วินาที เพื่อให้ผู้ใช้ ดูแสงเงา ที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะลงมือ ถ่ายภาพจริง

    การจัดการภาพ
  • Eos-1D มีระบบ การจัดการภาพ ที่ยอดเยี่ยม อย่างน่าชมเชย สมกับ เป็นกล้อง สำหรับมืออาชีพ ภาพที่ได้ มีคุณภาพสูง เหมาะกับการ นำไปพิมพ์ ด้ยระบบต่างๆ อาทิ อิงค์เจ๊ต ออฟเซ็ท และอื่นๆ ระดับคุณภาพ เลือกได้ 4 แบบ เริ่มจากโหมด RAW ซึ่งเป็น ไฟล์ฟอร์แมท ที่มีการบีบอัดภาพ แต่คุณภาพ ไม่ลดลงแต่อย่างใด ขนาดไฟล์ที่ได้ ประมาณ 4.15 เมกะไบต์ การเปิดภาพ จำเป็นต้องใช้ คอมพิวเตอร์ และซอพท์แวร์ของ Canon เพื่อประมวลผลภาพ หลังจากได้ไฟล์ภาพ ที่มีขนาดใหญ่แล้ว ยังบันทึกกลับ ลงไปในการ์ด CF ได้ ส่วนอีก 3 แบบคือ L ซึ่งให้ขนาดภาพ ใหญ่สุด 2464 x 1648 พิกเซล
    (4.06 ล้านพิกเซล) เป็นไฟล์ฟอร์แมท JPEG เลือกคุณภาพได้ แบบ Fine หรือ Normal โดยไฟล์ จะมีขนาด ประมาณ 2.4 และ 1.3 MB ตามลำดับ และ สุดท้ายคือ S หรือ Small มีขนาดภาพ เล็กลงครี่งหนึ่ง คือ 1232 x 824 พิกเซล ขนาดไฟล์ 1.1 MB

    สิ่งที่น่าสนใจ ในเรื่อง ไฟล์ฟอร์แมท คือ ในโหมด RAW สามารถเลือกบันทึก ร่วมกับ ฟอร์แมท JPEG ได้ (RAW+JPEG) โดยภาพที่ได้ หากต้องการ คุณภาพสูงสุด ต้องเปิดจาก ซอพท์แวร์ ของ Canon ในฟอร์แมท RAW โดยต้องมี การโปรเซสภาพก่อน แต่ถ้าเปิดจาก ซอพท์แวร์ ทั่วๆ ไป โดยไม่ต้องโปรเซส จะทำได้ ในฟอร์แมท JPEG ซึ่งเลือกได้ ทั้งแบบ L และ S แต่วิธีนี้ ไฟล์ภาพ จะมีขนาดใหญ่มาก เช่น RAW+L (Fine) ขนาดไฟล์ ประมาณ 7.2 MB/ภาพ (การเปิด ไฟล์ฟอร์แมท RAW ต้องลงไดรเวอร์ของ Canon ที่ให้มา พร้อมกับตัวกล้อง เสียก่อน จึงจะเปิดภาพได้)

  • เซ็นเซอร์ภาพของ EOS-1D ใช้ CCD ที่มี ขนาดใหญ่มาก คือ 28.7 x 19.1 มม. หรือ 1.13 x 0.75 นิ้ว ใหญ่กว่า EOS-D60 และ Nikon D1X ทำให้ การใช้เลนส์ของ Canon รุ่น EF คูณเพิ่ม ทางยาวโฟกัส เพียง 1.3 เท่า หากใช้เลนส์ซูม 16-35 มม.จะกลายเป็น 20-45 มม.เป็นต้น โดยมีเลนส์ EF ให้เลือกใช้ มากกว่า 50 ตัว เซ็นเซอร์ภาพ CCD ให้ความ ละเอียด 4.48 ล้านพิกเซล และแบบ Effective 4.15 ล้านพิกเซล อัตราส่วนภาพ 3:2 ใช้ฟิลเตอร์สีแบบ RGB Primary และฟิลเตอร์ Low-pass อยู่ทางด้านหน้า CCD ชนิดถอดเปลี่ยนไม่ได้

    การปรับสมดุลย์แสงขาว/การจัดการสี
  • EOS-1D มีระบบ การปรับสมดุลย์ แสงขาว ที่สมบูรณ์แบบ และ หลากหลาย ช่วยให้ ได้ภาพ ที่มีโทนสี ถูกต้อง ตามที่ช่างภาพ ต้องการ ไม่ต้อง เสียเวลา ไปปรับแต่ง ภายหลัง ให้ยุ่งยาก ในแสงทั่วๆ ไป ซึ่งเกิดจาก การผสม ของแสง 3 สี คือ แดง เขียว และ น้ำเงิน หรือ RGB หากอุณหภูมิสี แตกต่างกัน จะได้ภาพ ที่มีโทนสี ต่างกันด้วย เช่น การใช้แสงไฟ ทังสเตน จะได้ภาพ โทนสีแดง หรือ ส้ม แต่ถ้าใช้ ไฟฟลูออเรสเซ้นท์ จะได้ภาพ ที่มีโทนสี อมเขียว ส่วนแสงแดด ในเวลากลางวัน ที่มีอุณหภูมิสี ประมาณ 5,500 องศาเคลวิน จะได้โทนสีที่ถูกต้อง

    ในระบบ ปรับสมดุลย์แสงขาว หรือ ไวท์บาลานซ์ อัตโนมัติ (เลือกไปที่ โหมด AWB) กล้องจะ ปรับอุณหภูมิสี ที่แตกต่างกัน ให้ตรงกับ แสงกลางวัน ทำให้ได้ โทนภาพ ที่มีสีสัน ถูกต้อง โดยอัตโนมัติ ซึ่งระบบ เซ็นเซอร์ อุณหภูมิสี ของ EOS-1D นั้น แตกต่างจาก กล้องดิจิตอล ระดับโปรอื่นๆ ตรงที่ ใช้เซ็นเซอร์ สองชุด แบบภายนอก (ช่องแสง สีขาวขุ่น เหนือตัวอักษร EOS-1D ทางด้านหน้า) และแบบภายใน อยู่ในชุด CCD ทำการวิเคราะห์ เปรียบเทียบ อุณหภูมิสี ซึ่งจากการทดสอบ พบว่า ให้ผลที่แม่นยำมาก ทีเดียว หากใน ระบบ AWB ให้โทนสี ไม่เป็นที่พอใจ ยังสามารถ เลือกปรับตั้งเอง ตามสภาพแสง แบบอื่นๆ ได้อีกหลายอย่าง

  • การเลือก ปรับไวท์บาลานซ์ จะใช้ปุ่ม WB และ แป้นหมุน แบบวงกลม เลือกโหมดต่างๆ เริ่มจาก แสงกลางวัน, เงาในที่ร่ม, แสงใต้ก้อนเมฆ, แสงไฟทังสเตน, แสงไฟ ฟลูออเรสเซ้นท์, เลือกอุณหภูมิสีเอง, แบบคัสตอม และ แสงแฟลช ซึ่งทั้งหมดนี้ ครอบคลุม สภาพแสง เกือบทุกรูปแบบ ที่ใช้ในการถ่ายภาพ หากภาพ ที่ถ่ายไปแล้ว มีโทนสี เป็นที่ น่าพอใจ คุณสามารถ เลือกการปรับ ไวท์บาลานซ์ ในการถ่ายภาพ ต่อไป ให้มีโทนสี ตามแบบภาพ ที่ต้องการ โดยการใช้ Custom White Balance ซึ่งต้องเลือกโหมดภาพ ไปที่โปรแกรม (P) เพื่อให้ได้ค่าแสง ที่พอดี จากนั้น ถ่ายภาพ ที่ต้องการ ใช้เป็นค่า มาตรฐาน เช่น ภาพใบหน้าคน กลางแจ้ง ด้วยแสงจาก ดวงอาทิตย์ (ให้ใบหน้าคน อยู่ในวงกลม กลางช่องมองภาพ พอดี) จากนั้น เลือกเมนูไปที่ สัญลักษณ์รูปกล้อง แล้วเลือก Custom WB จากนั้นกดปุ่ม Select จะปรากฎ ภาพเล็กๆ จำนวน 9 ภาพ ให้เลือกไปที่ ภาพคน ที่ถ่ายเอาไว้ ใช้เป็น ค่ามาตรฐาน เมื่อกดปุ่ม Select จะมีข้อความ Use this white tone ให้เลือกไปที่ OK จากนั้นกดปุ่ม WB แล้วเลือก ไปที่โหมด Custom เพียงเท่านี้ ทุกภาพ ที่ถ่าย จะยึดค่า อุณหภูมิสี จากภาพ ที่เลือกเอาไว้ เป็นค่ามาตรฐาน


  • สำหรับ ช่างภาพมืออาชีพ ที่มีความรู้ เรื่องอุณหภูมิสี สามารถใช้โหมด Color Temp. จากเมนู เพื่อปรับเลือก ตัวเลข ของค่าอุณหภูมิสี เองได้ ตามต้องการ จาก 2800 ถึง 10000 เคลวิน โดยปรับ ละเอียด ขั้นละ 100 เคลวิน วิธีนี้ จะเหมาะกับ สภาพแสง ที่ยุ่งยาก เช่น มีแหล่งกำเนิดแสง ผสมกัน การปรับอัตโนมัติ อาจจะไม่ได้ โทนสี ตามที่ต้องการ แต่วิธีนี้ จะได้ผลที่ดีกว่า กรณีที่กล้อง EOS -1D มีฝู้ใช้ ร่วมกันหลายคน สามารถ เลือกรูปแบบ การปรับตั้ง ไวท์บาลานซ์ ตามความพอใจ ได้ 3 แบบ ซึ่งจะ แสดงบนจอ LCD เมื่อกดปุ่ม WB คือ PC-1, PC-2 และ PC -3

  • นอกจากนี้ ยังเลือก ถ่ายภาพคร่อม ไวท์บาลานซ์ได้ โดยเลือกให้ แต่ละภาพ มีอุณหภูมิสี แตกต่างกัน ได้ถึง 3 สตอป แบ่งขั้นละ 1 สตอป ( 1 สตอปจะต่างกัน 5 Mired ) เหมาะสำหรับ การถ่ายภาพ ที่ต้องการ ความรวดเร็ว และ ไม่ผิดพลาด เรื่องโทนสี หากใช้โหมด ถ่ายภาพ ทีละภาพ ต้องกดชัตเตอร์ 3 ครั้ง จะได้ภาพที่สีต่างกัน 3 แบบ หรือ ถ้าใช้โหมด ถ่ายภาพต่อเนื่อง เมื่อกดชัตตเตอร์ ค้างไว้ กล้องจะถ่ายภาพ ติดต่อกัน เพียง 3 ภาพ



  • คุณสมบัติ อีกอย่าง ของการจัดการสี ใน EOS-1D คือ เลือกลักษณะ ของโทนสีได้ 5 แบบ คล้ายกับฟิลฺ์ม แต่ละยี่ห้อ แต่ละชนิด ที่มี คุณสมบัติ แตกต่างกัน นั่นเอง อย่างแรก (1) คือ ภาพที่มีโทนสี ดูเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับ งานถ่ายภาพ กลางแจ้ง ทั่วๆ ไป แบบที่สอง ให้โทนสีผิว ที่ดีเยี่ยม เหมาะกับการ ถ่ายภาพบุคคล แบบที่สาม จะได้ภาพ ที่ใส และ เคลียร์ เหมือนกับการใช้ ฟิล์มสไลด์ แบบที่สี่ คือ โทนสีแบบ Adobe RGB เหมาะสำหรับ การปรับโทนสี ตามแบบของ Adobe เมื่อเปิดภาพ ด้วยซอพท์แวร์ Adobe Photoshop และใช้ Profile แบบ Adobe RGB จะให้ภาพที่มี โทนสีถูกต้อง ทั้งการแสดงภาพ และ การนำภาพไปใช้ โดยให้โทนสี ที่กว้างกว่า แบบมาตรฐาน SRGB ทั่วๆ ไป แบบสุดท้าย (5) จะให้ภาพแบบ Low - Chroma ให้ภาพที่มี โทนสีแบบ Moderate


    การเปิดชมภาพ


  • การเปิดชมภาพ หลังจากกดชัตเตอร์ ถ่ายภาพไปแล้ว จะปรากฏภาพ ให้เห็นทันที บนจอมินิเตอร์ LCD ทางด้านหลัง หรือ จะเลือก ไม่ให้แสดงภาพ ก็ได้ โดยเลือกจาก ฟังก์ชั่นเมนู ไปที่ Review และการแสดงภาพ ตั้งเวลาได้ว่า จะให้แสดงภาพ นาน 2, 4, 8 วินาที หรือ แสดงค้างไว้ จนกว่าจะปิด โดยผู้ใช้ นอกจากนี้ ยังเลือกให้ แสดงข้อมูลต่างๆ ของภาพ ( Info ) อาทิ ข้อมูลการถ่ายภาพ วันที่ เวลา การปรับไวท์บาลานซ์ ความละเอียดภาพ และ กราฟอีสโตแกรม




  • สำหรับ การเปิดชมภาพ ใช้งานง่าย และ รวดเร็ว เพียงกดปุ่ม Display ที่อยู่ข้าง จอมอนิเตอร์ ด้านซ้าย จะปรากฏภาพขึ้นมาทันที เลือกแสดงภาพ เดียว หรือ ภาพเล็ก 4 หรือ 9 ภาพ พร้อมๆ กันก็ได้ ซึ่งรูปแบบ การแสดง จะใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ปรากฏให้เห็น บนจอแสดงผล LCD ใต้จอมอนิเตอร์ สำหรับ การลบภาพ ก็รวดเร็วมาก เช่นกัน เพียงกดปุ่ม รูปถังขยะ แล้วหมุนเลือกคำสั่ง Yes ก็จะลบภาพ ที่แสดงไว้ทิ้งไป นอกจากนี้ ยังมีปุ่ม รูปกุญแจ ใช้ล็อคภาพ เพื่อป้องกัน การลบภาพทิ้ง โดยไม่ตั้งใจ จะเลือกล๊อค ทีละภาพ ล๊อคทุกภาพในโฟลเดอร์ หรือ ล๊อคทุกภาพ ในแผ่นการ์ดก็ได้ ที่น่าสนใจอีกอย่าง คือ ในโหมดเปิดชมภาพ สามารถกดปุ่ม บันทึกเสียง ลงในแต่ละภาพ ได้นานถึง 30 วินาที โดยเปิดฟังเสียงได้ จากคอมพิวเตอร์ทั่วไป (ช่องไมโครโฟน อยู่ใต้แป้นหมุน รูปวงกลม ด้วยหลังกล้อง) หากต้องการ บันทึกเสียงเพิ่ม ก็ทำได้ได้อีก โดยแต่ละครั้งจะไม่เกิน 30 วินาที และ บันทึกซ้ำ ลงในภาพเดียวกัน



    Introduction : Specification : Design : Operation : Menu : Software : Sample : Comment

 


Copyright© 1998-2003, IMAGE FOCUS Ltd.,Part.

Tel. 0-2911-5264, 0-2911-5265, 0-2585-5230 ; FAX : 0-2587-3890
E-mail : imagefoc@samart.co.th



FastCounter
by bCentral
Visitors since Aug 2001