shutter photography magazine

SHUTTER PHOTOGRAPHY Magazine
18 Years THAILAND LARGEST PHOTO MAGAZINE
18 ปี นิตยสารการถ่ายภาพยอดพิมพ์จำหน่ายสูงสุดในเมืองไทย


จำนวนผู้เข้าชม (Visitors since Aug 2001) | ติดต่อเรา - Contact us |
HOME - หน้าแรก | บทเร่ิมต้น | กล้อง DSLR | เลนส์ | แฟลช | อุปกรณ์เสริม | การใช้เมนู | ฟังก์ชั่นพิเศษ | เทคนิคการถ่ายภาพ | ศิลปะการถ่ายภาพ | ซอพท์แวร์ | โฟโต้พริ้นเตอร์ | เวบบอร์ด |Workshop
     

ความสัมพันธ์ ชัตเตอร์กับรูรับแสง

สิ่งที่มีความละเอียด ซับซ้อน ในกล้องที่จำเป็นต้องอาศัย ความเข้าใจ ในการปรับควบคุม คือ รูรับแสง และ ความเร็วชัตเตอร์ ทั้งสองสิ่งต่าง มีหน้าที่กันคนละส่วน คือ รูรับแสงบนเลนส์ ทำหน้าที่ จำกัด ปริมาณ ของแสง ที่เข้ามา และชัตเตอร์ จะทำหน้าที่คอยเปิด-ปิดม่าน เพื่อให้ได้ผลของภาพ ตามเวลา ที่กำหนดไว้ และคุณสมบัติ ของทั้งสอง อีกอย่างคือ รูรับ แสงสร้างผลในเรื่องของความชัดลึก และชัดตื้น ขณะที่ ชัตเตอร์ สร้างผลในเรื่องความสั่นไหว ของกล้อง และ การเคลื่อนที่ของวัตถุ แต่ ทั้งสอง จะไม่สามารถ แยกอันหนึ่ง อันใด ในการทำงานได้เลย เพราะทั้งสองสิ่งล้วน สัมพันธ์กัน อย่า งแยกจากกัน ไม่ได้ ดังนั้น นักถ่ายภาพ จึงจำเป็น ต้องเลือกค่าที่เหมาะ สมในการบันทึกภาพ โดยใช้ความเร็วชัต เตอร์สูงและรูรับแสงกว้าง หรือจะใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำกับรูรับแสงแคบ ทั้งสองกรณี ฟิล์มจะได้รับแสงในปริมาณที่เท่ากัน และ เป็นความสัมพันธ์ของขนาดรูรับแสงและ ความเร็วชัตเตอร์ การเลือกค่าบันทึกภาพ

บางครั้งสภาพแสงที่ต้องการบันทึกภาพนั้นมีสภาพแสงน้อย ทำให้การบันทึกภาพนั้น ต้องใช้ รูรับแสงกว้าง หรือ ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ เพื่อให้ได้ฟิล์มได้รับแสงที่ เพียงพอจะบันทึกภาพนั้นได้ หรือ ถ้าจะบันทึกภาพในที่ที่มีแสงแดดจัด ก็อาจต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูงขึ้นหรือรูรับแสงที่แคบลง เพื่อให้ฟิล์มได้แสงที่เหมาะสม เช่นเดียวกัน ในการบันทึกภาพทั่วๆ ไป จะพบว่า ค่าแสงที่วัดได้ในครั้งแรกนั้นจะเป็นเพียงค่ากลาง จากนั้นนักถ่ายภาพจะพิจารณาว่า ภาพที่ต้องการบันทึก ควรจะใช้ความเร็วชัตเตอร์เท่าไร ใช้รูรับแสงขนาดใด ซึ่งถ้าหากเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์สูง เพื่อหยุดความเคลื่อนไหว ก็ต้องชดเชยกับค่าแสงที่สูญเสียไป โดยเลือกรูรับแสงที่กว้างขึ้น หรือ เมื่อต้องการเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ ก็ต้องใช้รูรับแสงที่แคบขึ้น เพื่อลดค่าแสงที่เข้ามามากกเกินไปนั่นเอง

ทำความเข้าใจเรื่องฟิล์ม

film

การเลือกใช้ฟิล์ม ถือว่า เป็นบันได ขั้นแรก ในการถ่ายภาพ ทั้งนี้เพราะฟิล์ม ถ่ายภาพ แต่ละชนิด มีความไวแสง แตกต่างกัน โดยเฉพาะในเรื่องของสีสันและคอนทราสต์ จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ตัวคุณเองจะต้อง ทดลองใช้ฟิล์มหลายประเภท หลายยี่ห้อ และที่ความไวแสงแตกต่างกัน เพื่อหา ลักษณะพิเศษของฟิล์มที่คุณต้องการใช้งาน มากที่สุด ฟิล์มในตลาดถ่ายภาพบ้านเรามี ให้เลือกใช้กันอยู่ 2 ประเภทคือ ฟิล์ม เนกาตีฟสี หรือฟิล์มสี เป็นฟิล์มถ่ายภาพที่ ได้รับความนิยม มากที่สุด ในบรรดาฟิล์ม ประเภทอื่นๆ ฟิล์มประเภทต่อมาคือ ฟิล์ม สไลด์สี เป็นฟิล์ม ที่นักถ่ายภาพ ในระดับ จริงจังและนักถ่ายภาพมืออาชีพเลือกใช้งานมากที่สุด เนื่องจากอาศัยขั้นตอนใน กระบวนการล้างภาพน้อยกว่าการล้างฟิล์ม เนกาตีฟสี ทำให้เกิดความผิดพลาดในขั้น ตอนการล้างภาพน้อยกว่า ที่สำคัญฟิล์ม สไลด์สียังให้สีสันของภาพได้ตรงตามจริง ทั้งยังมีความละเอียดของภาพมากกว่าฟิล์ม เนกาตีฟสีซึ่งมีละติจูดที่กว้างกว่า แต่ผู้ที่จะ ใช้ฟิล์มสไลด์สีได้ดีต้องมีประสบการณ์และ ความแม่นยำในเรื่องของการวัดแสงเป็น อย่างมาก เพราะไม่สามารถแก้ไขในขั้น ตอนของการล้างภาพได้เลย ความไวแสงของฟิล์มกับทางยาว โฟกัสเลนส์ที่ใช้ เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ นักถ่ายภาพต้องพิจารณา เพื่อใช้ในการ เลือกค่าที่จะบันทึกภาพ

ฟิล์มที่ผลิตและจำ หน่ายในปัจจุบันมีให้เลือกหลายแบบตาม ความต้องการ เช่น ฟิล์มสี ฟิล์มสไลด์ ฟิล์มอินฟาเรด และฟิล์มขาว-ดำ เป็นต้น และมีให้เลือกมากมายหลายขนาด แต่ในที่ นี้ขอยกความถึง เฉพาะฟิล์มแบบกลักขนาด 135 มม. หรือที่เราเรียกันติดปากว่า ฟิล์ม ขนาด 35 มม. นั่นเอง

ปัจจัยในการเลือกฟิล์มส่วนหนึ่ง คือ ความไวแสงของฟิล์ม มีหน่วยเรียกเป็น ISO (ในอดีตนั้น จะมีทั้ง สัญลักษณ์ DIN และ ASA ซึ่ง DIN เป็นคำย่อที่ใช้ในการ เรียกค่า ความไวแสงฟิล์ม ตามสมาคม และ อุตสาหกรรมถ่ายภาพของประเทศเยอรมัน ส่วน ASA จะเป็นการเรียกค่าความไวแสง ฟิล์ม ตามสมาคมถ่ายภาพ ของอเมริกา แต่ ในปัจจุบันได้ยึดเอาคำว่า ISO เป็น สัญลักษณ์สากล ใช้เรียกแทนความไวแสง ฟิล์ม) ฟิล์มที่มีความไวแสงสูง หรือ ISO สูง ทำให้ฟิล์มนั้น สามารถใช้ ความเร็วชัตเตอร์ ที่สูงใช้บันทึกภาพได้ และได้ขนาดรูรับแสง ที่เล็กลง

การเลือกใช้ความไวแสงของฟิล์ม ขึ้นอยู่กับสภาพแสง และ ลักษณะของการ ถ่ายภาพเป็นสำคัญ ฟิล์มที่ความไวแสงต่ำ เช่น ISO 50 และ ISO 64 จะให้ภาพที่มีเกรน ละเอียด สีสันสดใสอิ่มตัว ขยายภาพได้ ใหญ่มากขึ้นโดยไม่เสียรายละเอียด แต่ข้อ เสียคือไม่สามารถใช้รูรับแสงแคบกับความ เร็วชัตเตอร์ที่สูงได้มากนัก เนื่องจากมี ความไวแสงต่ำจึงเหมาะกับการถ่ายภาพที่ สามารถ ใช้ขาตั้งกล้อง บันทึกภาพได้ เป็น ระยะเวลานานๆ หรือในสภาพแสงแดดจัด เป็นต้น

ฟิล์ม ISO 100 จัดเป็นฟิล์มความ ไวแสงปานกลาง ให้เกรนภาพละเอียดพอ สมควร เป็นฟิล์มมาตรฐาน ของ นักถ่ายภาพ โดยทั่วไป ใช้งานได้ครอบคลุมการถ่ายภาพ หลายรูปแบบ ส่วนฟิล์ม ISO 200 จัดว่า เป็นฟิล์มความไวแสงปานกลาง โดยมีความ ไวแสงฟิล์มเพิ่มมาอีก 1 สตอป มีความ ละเอียดดีเยี่ยม เหมาะ สำหรับ การถ่ายภาพทั่วๆ ไป สำหรับฟิล์มความไวแสงสูงเช่น ISO 400, 800 และ 1600 เหมาะสำหรับ การถ่ายภาพ บางประเภทเท่านั้น เช่น ใน เวทีคอนเสิร์ตที่มีสภาพแสงน้อย การแสดง ที่ห้ามใช้แฟลชถ่ายภาพ หรือในการถ่าย ภาพกีฬาที่ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงใน การหยุด การเคลื่อนที่ ของนักกีฬา เป็นต้น ฟิล์มความไวแสงสูงจะมีเกรนภาพที่หยาบ และ มีราคาสูงกว่า ฟิล์มความไวแสงสอง อันดับแรกข้างต้น


ระบบวัดแสง

16-1 16-2
16-3 16-4

ระบบวัดแสง ของกล้องถ่ายภาพ ถือว่า เป็นระบบการทำงาน ที่สำคัญส่วน หนึ่ง เพื่อที่ นักถ่ายภาพ จะได้บันทึกภาพได้ อย่างถูกต้อง เทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยทำให้ เราสามารถวัดแสงได้มีประสิทธิภาพ รวด เร็ว และแม่นยำมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน เครื่องมือวัดแสงที่ใช้กันมีอยู่สองระบบ คือ วัดแสงสะท้อน (Reflected light meters) และ แบบวัดแสงตกกระทบ (Incident light meters) ซึ่งระบบที่ใช้ใน กล้องถ่ายภาพ 35 มม. SLR คือแบบวัดแสงสะท้อนจากวัตถุ เซลวัดแสงภายในตัวกล้อง จะทำ หน้าที่วัดแสงที่ผ่านเลนส์เข้ามา เซลไวแสง จะถูกวางไว้บนปริซึมห้าเหลี่ยมโดยปกติจะ ใช้ประมาณ 2 ตัว ระบบวัดแสงจะประเมิน ค่าแสงจากสีเทากลาง หรือที่เราเรียกว่าค่า เทากลาง 18% ผลจาก การแสดง จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของความเร็วชัตเตอร์ และ รูรับแสงที่ใช้ในการบันทึกภาพ

ใน กล้องรุ่นเก่าเซลวัดแสงมักจะติดตั้งไว้ภาย นอกตัวกล้อง ทำให้เกิดความผิดพลาดจาก การวัดแสง ได้ง่าย เพราะจะอ่านแสงที่มา จากทุกทิศทาง ซึ่งไม่ใช่แสงที่ผ่านเข้าเลนส์ มาโดยตรง ยิ่งหาก ใช้ฟิลเตอร์ ด้วยแล้ว เซลวัดแสง ของกล้อง จะไม่ทำการชดเชยแสงให้ เหมือนกับ กล้องที่ติดตั้ง เซลวัดแสง ไว้ภาย ในตัว

16-spot

ระบบวัดแสงเฉพาะจุด (Spot Metering) เป็นระบบที่เพิ่มเติมมาจาก ระบบแรก ใช้สำหรับ การวัดแสง ที่ต้องการ ความละเอียดสูงในบางสภาวะ อาทิเช่น ใน สภาพแสงที่มีความเปรียบต่างสูง ภาพย้อน แสง เป็นต้น โดยกล้องจะวัดแสงเฉพาะจุด กลางภาพภายในวงกลมขนาดเล็ก 2% ถึง 3% ของพื้นที่ทั้งหมด ทำให้วัดแสงบนวัตถุ ที่มีขนาดเล็กได้อย่างแม่นยำ แต่ผู้ใช้ต้อง ใช้ความพิถีพิถัน และ ระมัดระวัง ในการวัด แสงพอสมควร จึงจะได้ภาพที่มีคุณภาพดี ที่สุด

ระบบวัดแสงแบบแบ่งพื้นที่ (Multi-pattern Metering) เป็นระบบวัด แสงที่ก้าวหน้ามากที่สุด (ไม่นับรวมกับ ระบบวัดแสงสีของ Nikon F5 ซึ่งใช้การวัด สีของวัตถุ) ระบบชนิดนี้ กล้องจะแบ่งพื้นที่ การวัดแสง ในแต่ละพื้นที่ อย่างอิสระ โดย วัดความสว่าง และ ความเปรียบต่างในพื้นที่ แต่ละส่วน กล้องจะทำการวิเคราะห์สภาพแสง ด้วยไมโครคอมพิวเตอร์ เสร็จแล้วจึงนำ ค่าที่ได้ มาประเมินผล หาค่าเฉลี่ยในการ บันทึกภาพ เป็นระบบที่เหมาะที่สุดในการ นำมาใช้กับระบบบันทึกภาพอัตโนมัติ การ เรียกระบบวัดแสงแบบแบ่งพื้นที่นั้น แต่ละ ยี่ห้อก็จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น ระบบ 3D Matrix ของนิคอน ระบบ Multi- Pattern ของเพ็นแท็กซ์ ระบบ Evaluation ของแคนนอน และระบบ Honey-Comb Pattern ของมินอลต้า เป็นต้น

กล้องถ่ายภาพที่ใช้ในปัจจุบันมี ระบบวัดแสงอยู่ภายในตัวกล้องนั้น พอจะ แยกออกได้ 2 แบบคือ ประเภทแรกระบบ วัดแสงจะทำงานแยกเป็นอิสระกับระบบ ของกล้อง โดยจะอ่านค่าแสง ที่มิเตอร์ก่อน จากนั้นจึงปรับขนาดรูรับแสงและความเร็ว ชัตเตอร์ โดยระบบวัดแสงแบบแรกนี้มักจะ พบได้ ในกล้องรุ่นเก่าๆ ส่วนประเภทที่สอง ระบบวัดแสง จะทำงานสัมพันธ์กับ ระบบ ของกล้อง และ ในช่องมองภาพ จะบอกค่า ของแสง จากการปรับตั้ง รูรับแสง และ ความเร็วชัตเตอร์ ซึ่งในกล้องรุ่นใหม่ๆ

ในปัจจุบัน มีการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นไป ในขั้นสูงมากขึ้น คือ ในกล้องบางรุ่นสามารถใช้ระบบวัด แสง ทำงานสัมพันธ์กับกรอบโฟกัส ได้ทันที สำหรับระบบวัดแสงผ่านเลนส์ หรือ TTL เป็นระบบวัดแสง มาตรฐาน ของกล้อง 35 มม. SLR ในปัจจุบัน การทำงาน นั้นเซลวัดแสงจะทำการวัดแสงที่ผ่านเข้ามา ทางเลนส์ โดยทำงานสัมพันธ์กับระบบการ ทำงานของกล้องทั้งรูรับแสงและความเร็ว ชัตเตอร์ นอกจากนี้ ยังสามารถปรับให้ทำ งานในระบบอัตโนมัติหรือระบบโปรแกรมที่ มีอยู่ภายในกล้อง เช่น ระบบออโต้ชัตเตอร์ และระบบออโต้รูรับแสง เป็นต้น

ส่วนใหญ่กล้องถ่ายภาพแบบ 35 มม. SLR นี้ จะวางตำแหน่งของเซลวัดแสง ไว้บริเวณปริซึม ของช่องมองภาพ หรือใต้ กระจก สะท้อนภาพ การทำงาน ของระบบวัดแสง ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ ของกล้อง ถ่ายภาพ และจะแสดงค่าการวัดแสงภาย ในช่องมองภาพ โดยใช้เข็ม หรือไฟ สัญญาณ LED หรือแสดงผลในจอ LCD ที่ ติดตั้งในตัวกล้อง สำหรับระบบวัดแสงในปัจจุบันที่ พบเห็นกันโดยทั่วๆ ไปจะมี ระบบวัดแสง เฉลี่ยหนักกลางหรือเฉลี่ยเน้นกลางภาพ ระบบวัดแสงเฉพาะจุด และระบบวัดแสง แบบแบ่งพื้นที่

นอกจากนั้นบริษัทผู้ผลิต กล้องยังทำการคิดค้นระบบวัดแสงแบบ ใหม่ๆ เพื่อให้เป็นจุดขาย และ แสดงประสิทธิภาพ ให้นักถ่ายภาพสนใจ กับระบบวัดแสง ของกล้องรุ่นนั้นๆ เช่น ระบบวัดแสง แบบ 3D Color และ 3D Matrix ของ นิคอน ระบบวัดแสงแบบรังผึ้ง 14 ส่วน ของมินอลต้า และ ระบบวัดแสง แบ่งพื้นที่ 21 ส่วน ของแคนนอน เป็นต้น

ระบบวัดแสงเฉลี่ยเน้นกลางภาพ หรือเฉลี่ยหนักกลาง (Center-weighted Metering) เป็นระบบวัดแสง แบบมาตรฐาน ดั้งเดิมของกล้อง 35 มม. SLR ระบบนี้จะ วัดแสงโดยเน้นหนักไปยังบริเวณส่วนกลาง ของภาพมากกว่าพื้นที่รอบนอก อัตราส่วน ของการวัดแสงแตกต่างไปตามสเปกกล้อง ของผู้ผลิต เช่น 60/40, 70/30 จนถึง 80/20 ระบบวัดแสงแบบนี้เหมาะสำหรับ การถ่ายภาพทั่วๆ ไป

14

ภาพนี้ใช้ความเร็วชัตเตอร์สูง วงล้อทางขวาจึงหยุดนิ่ง
ใช้ความเร็วชัตเตอร์ 1/500 วินาที วัดแสงได้รูรับแสง f/4
กล้อง Canon EOS1N เลนส์ EF 300 มม.




ภาพนี้ใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ วงล้อทางขวาที่กำลังหมุน
จึงเบลอ ไม่คมชัด
ใช้ความเร็วชัตเตอร์ 1/15 วินาที f/22
กล้อง Canon EOS1N เลนส์ EF 300 มม.

senser
ปกติกล้องออโต้โฟกัสจะวางตำแหน่งสำหรับเซนเซอร์ไว้กลางจอรับภาพ และมักจะออกแบบให้เป็นรูปกากบาทเพื่อให้ปรับโฟกัสได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ภาพด้านซ้ายแสดงการวางตำแหน่งตัวเซนเซอร์ CAM246 ของ NIKON F90 อยู่ใต้กระจกสะท้อนภาพโดยแสงที่ผ่านเลนส์เข้ามา( เส้นสีแดง ) จะทะลุกระจกสะท้อนภาพผ่านไปยังกระจกสะท้อน แสงขนาดเล็กที่อยู่ด้านหลังหักเหลงไปยังตำแหน่งของตัวเซนเซอร์ สำหรับเส้นสีฟ้าคือทางเดินของแสงไปยังเซลวัดแสง และเส้นสีเขียวคือระบบวัดแสงแฟลชที่ระนาบฟิล์ม