เลนส์ (LENS)
เลนส์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ของกล้องถ่ายภาพ ทำมาจากวัสดุโปร่งใส เช่น แก้ว หรือ พลาสติก ทำหน้าที่หักเหแสงสะท้อนจากวัตถุ เกิดภาพจริงหัวกลับบน ระนาบของฟิล์ม เลนส์ของกล้องถ่ายภาพอาจเป็นเลนส์นูนอันเดียวหรือเป็นชุดเลนส์ย่อยๆ หลายอันประกอบกัน เพื่อให้สามารถปรับการถ่ายภาพ ได้หลายรูปแบบ ชิ้นแก้วหรือพลาสติกทุกชิ้นที่ประกอบขึ้น เป็นเลนส์เกิดจากความประณีตในการผลิต เพื่อให้มีความไวในการรับแสง มีคุณภาพความคมชัดถ่ายทอดสีสัน ตลอดจนมีการแยกขยายรายละเอียดของวัตถุ (Resolution) ได้ดี

เลนส์บางตัว อาจมีการเคลือบผิวด้วย น้ำยาชั้นดี ที่เราเรียกว่าการ Coated ผิวเลนส์ เพื่อให้เลนส์ มีคุณภาพในการรับแสง และ ช่วยลดแสงสะท้อนต่างๆ ให้เกิดน้อยลง เลนส์เกรดโปรที่มีชื่อเสียงอย่าง Carl Zeiss และ Leica นั้นได้รับการยอมรับจาก นักถ่ายภาพทั่วโลกว่าเป็นเลนส์ที่มีความประณีตในการผลิตดีเยี่ยม ทำให้ภาพที่ถ่าย ได้มีคุณภาพเป็นเลิศ แต่ราคาของเลนส์สองยี่ห้อนี้ก็มีราคาสูงขึ้นตามคุณภาพที่เพิ่มขึ้น
มุมรับภาพกับทางยาวโฟกัส มุมรับภาพของเลนส์จะแสดงจำนวนและขนาดของวัตถุที่ปรากฎในภาพเมื่อบันทึกโดยกล้องในตำแหน่งเดียวกัน ภาพเปรียบเทียบทั้งหมดด้านขวามือนี้ บันทึกโดยวางกล้องในตำแหน่งเดียวกัน และบันทึกภาพโดยใช้เลนส์ทางยาวโฟกัสแตกต่างกัน ตั้งแต่เลนส์ตาปลาซึ่งมีมุมรับภาพกว้างถึง 180 องศา จนถึงเลนส์ซุปเปอร์เทเลโฟโต้ 600 มม. จะเห็นผลได้อย่างชัดเจนเมื่อใช้เลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสแตกต่างกัน ภาพที่ใช้เลนส์ 50 มม. มีมุมรับภาพใกล้เคียงกับสายตามนุษย์มากที่สุด ภาพที่เลนส์ทางยาวโฟกัสต่ำกว่า 50 มม.จะรับภาพได้กว้างขึ้นตามลำดับ ส่วนที่มีทางยาวโฟกัสสูงกว่า 50 มม.จะมีมุมรับภาพแคบ สามารถถ่ายภาพวัตถุในระยะไกลๆให้เหมือนกับอยู่ในระยะใกล้ได้
ทางยาวโฟกัสของเลนส์ (Focal Length) นั้นหมายถึง ระยะทางจากจุด ศูนย์กลางโฟกัสของเลนส์ (Optical center of lens) ถึงระนาบโฟกัสของภาพหรือ เซ็นเซอร์ภาพ เมื่อเลนส์ตั้งระยะความชัดไว้ไกลสุด (Infinity) ทางยาวโฟกัสของเลนส์เป็น ปัจจัยสำคัญอันหนึ่ง ที่นักถ่ายภาพควร สนใจเรียนรู้ เพื่อที่จะใช้ประโยชน์ จากคุณสมบัติของทางยาวโฟกัสเลนส์ในช่วงต่างๆ
เนื่องจากเลนส์ในแต่ละช่วงทางยาวโฟกัสมี คุณสมบัติทางเพอสเปกตีฟไม่เหมือนกัน ผู้ผลิตเลนส์ มักเขียนบอก ทางยาวโฟกัส เลนส์ไว้ที่ขอบเลนส์ด้านหน้า เช่น
F = 50 mm
F = 35 mm
F = 28 mm
ทาง ยาวโฟกัสของเลนส์ ที่แตกต่างกัน จะให้ผล และ มีมุมรับภาพที่แตกต่างกันด้วย อาทิ เลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสสั้น เช่น เลนส์ 28 มม. จะมีมุมรับภาพที่กว้างกว่าเลนส์ที่มีทางโฟกัสยาวกว่า เช่น เลนส์ 50 มม. นอกจากนั้นทางยาวโฟกัสของเลนส์ ยังมีผลต่อช่วงความชัดของภาพด้วย เลนส์ไวด์มุมกว้าง จะให้ผลในเรื่องความคมชัดได้มากกว่าเลนส์ที่มีองศาแคบกว่า อย่างเลนส์เทเลโฟโต้
ไดอะแฟรม (Diaphragm)
ในตัวเลนส์ จะมีกลไกชิ้นหนึ่งที่ใช้ ในการควบคุมปริมาณแสงให้แสงผ่านเลนส์ ไปยังฟิล์มได้มากน้อยตามความต้องการเรียกว่า ไดอะแฟรม มีลักษณะเป็นแผ่น โลหะสีดำบางๆ หลายแผ่นเรียงซ้อนกันเป็นกลีบ มีช่องตรงกลางปรับขนาดให้กว้าง หรือแคบได้เรียกว่า รูรับแสง (Aperture) การปรับขนาดรูรับแสงใช้การปรับที่วง แหวนรูรับแสงบนกระบอกเลนส์
กล้องถ่ายภาพในปัจจุบันเกือบทั้งหมดใช้การปรับรูรับแสงที่วงแหวนควบคุมบนตัวกล้อง เมื่อหมุนไปจะแสดงค่ารูรับแสงบนจอ LCD หรือในช่องมองภาพ ตั้งแต่ 1.0 1.4 1.8 2 2.8 3.5 4 5.6 8 11 16 22 32 หรือ 45 ซึ่งเลนส์แต่ละตัวมีช่วงของค่ารูรับแสงไม่เหมือนกัน บางตัวอาจจะเริ่มที่ 2.8 ไปถึงแคบสุดที่ 22 เป็นค้น เราเรียกตัวเลขเรานี้ว่า เลข เอฟ (f-number) หรือ เอฟสตอป (f-stop) ตัวเลขที่มีค่าน้อย เป็นการเปิดรูรับแสงกว้าง ทำให้แสงผ่านเข้าไปได้มาก และหากตัวเลขมีค่ามากก็จะเป็นการเปิดรูรับแสงให้แคบลง ทำให้แสงผ่านเข้าไปได้น้อย ตัวเลขของขนาดรูรับแสงเหล่านี้มีผลต่อในเรื่องความคมชัดกับระยะชัดลึก ชัดตื้น ของภาพอีกด้วย การปรับค่ารูรับแสงจากเอฟสตอบหนึ่งไปยังอีกเอฟสตอปหนึ่ง เช่น f/11 เป็น f/16 ก็จะลดปริมาณความเข้ม ของแสงที่ส่องบนฟิล์มให้ลดลงครึ่งหนึ่ง หรือเมื่อเพิ่มจาก f/11 เป็น f/8 ปริมาณของแสงที่ส่องลงบนฟิล์มก็จะมากกว่าเดิมเป็น 2 เท่าของเอฟสตอปเดิม
วงแหวนปรับความชัด (Focusing Ring)
บนกระบอกเลนส์ จะมี์ส่วนที่ใช้เพื่อการปรับความชัดของภาพถ่าย คือ วงแหวนปรับความชัด โดยปกติที่ตัวเลนส์ จะมีตัวเลขบอกระยะทางความชัดของภาพ เป็นฟุต (f) และเมตร (m) จนถึงระยะไกลสุด (Infinity) การถ่ายภาพเพื่อให้ได้ภาพที่ ชัดเจนสมบูรณ์ ผู้ถ่ายภาพต้องคำนวณระยะทางจากกล้องถึงวัตถุแล้วปรับที่วงแหวน เพื่อหาระยะที่จะทำให้ภาพชัดสมบูรณ์
ในกล้องแบบแมนนวลโฟกัส นั้น มีระบบปรับความชัดให้กับภาพแบ่งออก เป็น 2 แบบ คือ แบบปรับให้ภาพซ้อนกัน (Super Impose) คือ ในช่องมองภาพจะมี ภาพสองภาพซ้อนกันอยู่ ต้องปรับวงแหวน ปรับความชัดให้ภาพทั้ง 2 มาซ้อนกันจน ทับสนิทเป็นภาพเดียวกันภาพถึงจะชัดแบบภาพแยก (Split Image) คือ ในช่องมองภาพตรงกลางของระบบนี้ จะมีวงกลมใสๆ ตรงกลางจอรับภาพ มีเส้นผ่าศูนย์กลางแบ่งครึ่ง ให้ภาพแยกจากกัน ถ้ายังไม่ได้ปรับความคมชัด ภาพส่วนบนและ ส่วนล่างจะไม่ตรงกัน ต้องปรับที่วงแหวน ปรับความชัด จนภาพทั้งสองต่อสนิทตรง กันจึงจะได้ภาพที่มีความชัดสมบูรณ์ ปัจจุบัน ระบบแบบนี้แทบจะไม่มีให้ใช้กันแล้ว เนื่องจากนักถ่ายภาพหันมานิยมกล้องถ่ายภาพ 35 มม. SLR ที่มีระบบออโต้โฟกัส ซึ่งทำให้กล้องถ่ายภาพรุ่นใหม่ที่ผลิตออกมา ต่างต้องแข่งขันกัน ในเรื่องของการปรับโฟกัสที่รวดเร็วทันใจและแม่นยำ เป็นสำคัญ
<<< ย้อนกลับ : หน้าต่อไป >>>
|