![]() |
|---|
โบนัส 28 หน้า
LOW LIGHT
เทคนิคถ่ายภาพแสงน้อย

การถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยต้องอาศัยความรู้ ประสบการณ์ และเทคนิคการถ่ายภาพหลายอย่าง เพื่อให้ได้ภาพที่ดีที่สุด บทความนี้จะช่วยให้คุณถ่ายภาพแสงน้อย
ได้ดีเช่นเดียวกับมืออาชีพ
( วัดแสง, ขาตั้งกล้อง, แสงไฟแฟลช, แสงสีในเมือง, พลุ/ดอกไม้ไฟ, การแสดงบนเวที, ถ่ายภาพคนกลางคืน )
เรื่อง/ภาพ : ประสิทธิ์ จันเสรีกร
วัดแสง...
การถ่ายภาพทั่วๆ ไปในเวลากลางวันที่มีแสงสว่างมาก ระบบบันทึกภาพออโต้ หรือโปรแกรมในกล้องคอมแพครวมทั้งกล้อง SLR ใช้งานได้ผลดี ภาพที่ได้มีแสงพอดี ไม่มืดทึบเกินไป มีความคมชัดที่ดีเนื่องจากความเร็วชัตเตอร์สูงเพียงพอ แม้กระทั่งสิ่งเคลื่อนไหวก็มีความคมชัด แต่หากปริมาณแสงลดลงเช่น ถ่ายภาพในที่ร่ม ในอาคาร ช่วงโพล้เพล้ ไปจนถึงเวลากลางคืน จะเกิดปัญหาตามมาทันที เนื่องจากความเร็วชัตเตอร์ต่ำเกินไป ส่งผลให้ภาพที่ได้ไม่คมชัดและมืดทึบขาดรายละเอียด หากเราเข้าใจเรื่องของแสงดีพอ และรู้วิธีการวัดแสง จะสามารถถ่ายภาพให้คมชัดได้ และมีความสว่างพอดี ไม่ว่าแสงจะน้อยมากเพียงใด แม้กระทั่งแสงจากเทียนไขเพียงเล่มเดียว หรือ แสงจากดวงจันทร์ เราก็สามารถบันทึกภาพได้
การวัดแสงในสภาพแสงน้อย จำเป็นต้องวัดแสงอย่างพิถีพิถัน หาค่าเปิดรับแสงที่ถูกต้องพอดีและเหมาะสมตามลักษณะของภาพที่ต้องการ สภาพที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากกลางวันเป็นกลางคืน บางสถานการณ์เกินขีดความสามารถของกล้องทั่วๆ ไปที่จะหาค่าแสงที่เหมาะสมได้ แม้ว่าจะมีปริมาณแสงเพียงน้อยนิด หรือมีแสงที่หลากหลายผสมกัน ทั้งแสงธรรมชาติและแสงไฟที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมา
หากเรียนรู้วิธีการและเทคนิคที่ถูกต้องก็สามารถถ่ายภาพได้ดี และสวยงาม จนผู้ชมจะต้องทึ่งเพราะนั่นไม่ใช่สภาพแสงปกติที่เราพบเห็นกันเป็นประจํานั่นเอง
ระบบวัดแสงในกล้องถ่ายภาพทุกวันนี้มีการพัฒนาที่ก้าวล้ำไปมาก ไม่เว้นแม้กระทั่งกล้องคอมแพคตัวจิ๋ว จากเดิมที่มีช่วงการวัดแสงหรือเรียกกันย่อๆ ว่า EV แคบมาก ไม่สามารถวัดแสงในสภาพแสงน้อยได้ เพราะความเร็วชัตเตอร์ต่ำสุดเพียง 1 วินาที แต่กล้องรุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบัน ทําได้ต่ำมากถึง 30 หรือ 60 วินาทีเลยทีเดียว ทำให้วัดแสงได้ในสภาพแสงที่น้อยมาก เช่น ยามพลบค่ำ หรือแสงไฟตามท้องถนน เป็นต้น
ระบบวัดแสงทุกชนิดในกล้องถ่ายภาพจะวัดแสงที่สะท้อนมาจากวัตถุ โดยเทียบค่าแสงจากสีเทา 18 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการเฉลี่ยค่าแสงที่สะท้อนออกมาจาก วัตถุทั่วๆ ไปที่มีการสะท้อนแสงมากและน้อยแตกต่างกัน หากนำกระดาษสีเทามาใช้ในการวัดแสง จะได้ค่าแสงที่ถูกต้องพอดี (กระดาษสีเทา 18% มีการผลิตจำหน่ายเช่น กระดาษสีเทาจากโกดัก) แต่ถ้าไม่มีกระดาษสีเทาก็ต้องเลือกพื้นที่ซึ่งมีการสะท้อนแสงใกล้เคียงกับ 18% หากวัตถุมีโทนสว่าง หรือโทนมืดจะทำให้การวัดแสงผิดพลาด ส่วนสว่างที่มีโทนสีขาวจะกลายเป็นสีเทา ส่วนมืดที่เป็นสีดำจะสว่างขึ้นจนดูเป็นสีเทา ดังนั้นการเลือกพื้นที่ในภาพสําหรับการวัดแสง จึงควรเลือกส่วนที่ไม่สว่างหรือมืดเกินไป
หากเป็นช่วงเวลากลางวันเรามักจะพบปัญหาเรื่องโทนสว่างเช่น การถ่ายภาพย้อนแสง แต่ถ้าเป็นเวลากลางคืนจะพบปัญหาตรงกันข้ามคือโทนภาพมืด เนื่องจากใช้แสงจากไฟประดิษฐ์ ซึ่งสว่างเฉพาะบริเวณที่มีแสงไฟเท่านั้น ส่วนที่ไม่ได้รับแสงจะมืดทึบ ปัญหาเรื่องโทนมืดและโทนสว่าง เป็นปัญหาที่ผู้ผลิตกล้องรู้กันดี และพยายาม แก้ปัญหาโดยนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในการวิเคราะห์แสง โดยการแบ่งพื้นที่ในภาพออกเป็นหลายส่วน ทำให้ความผิดพลาดในการวัดแสงลดน้อยลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะแก้ไขได้ 100% เพราะกล้องยังไม่ฉลาดพอที่จะรู้ว่าเรากำลังถ่ายภาพอะไร ส่วนสำคัญของภาพคือตรงไหน ในกล้องส่วนใหญ่จึงออกแบบให้มีระบบชดเชยแสงกรณีที่ถ่ายภาพวัตถุที่มีโทนสว่างต้องปรับชดเชยแสงเพิ่มขึ้น แต่ถ้าวัตถุโทนมืดก็ต้องปรับชดเชยแสงลดลงหรืออันเดอร์ ส่วนจะมาก หรือน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับพื้นที่ของวัตถุโทนมืดและโทนสว่าง ไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัว ต้องอาศัยประสบการณ์ของคุณเองเท่านั้น
สําหรับการถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยเช่น ตอนกลางคืน พื้นที่ส่วนใหญ่จะค่อนข้างมืด การวัดแสงจึงยุ่งยากพอสมควร ต้องเลือกวัดแสงในส่วนที่มีแสงสว่างพอสมควร หากเข้าใกล้ไม่ได้อาจใช้ระบบวัดแสงเฉพาะจุดแทน (ถ้ามี) หรือซูมเลนส์ไปที่ช่วงเทเล 200 หรือ 300 มม. เพื่อวัดแสงในบริเวณที่ต้องการก็ได้ จากนั้นค่อยเปลี่ยนมาใช้เลนส์ทางยาวโฟกัสที่ต้องการ
สภาพแสงน้อยมีผลโดยตรงทําให้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ หากต้องการรูรับแสงแคบเพื่อให้ได้ภาพที่มีระยะชัดลึกมาก ความเร็วชัตเตอร์ก็จะต่ำลงไปอีก บางครั้ง แสงน้อยจนเกินขีดความสามารถในการวัด แสงของกล้อง แต่เราก็พอมีวิธีที่จะคำนวณหาค่าความเร็วชัตเตอร์ได้โดยใช้วิธีการคํานวณเอาเอง เทียบจากปริมาณแสงที่แตกต่างกัน เช่น เปิดรูรับแสง f/2.8 วัดแสงได้ความเร็วชัตเตอร์ 8 วินาที ต่ำสุดที่กล้องมีอยู่ หากต้องการใช้รูรับแสง f/22 นั่นหมายถึงว่าค่าแสงจะลดลงถึง 6 สตอป ต้องปรับความเร็วชัตเตอร์ต่ำลง 6 สตอปเพื่อเพิ่มค่าแสงกลับขึ้นมาให้เท่าเดิม ได้เป็น 500 วินาทีหรือเกือบ 10 นาที!
กล้องถ่ายภาพในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นกล้องคอมแพคดิจิตอลหรือ SLR มีระบบวัดแสงให้เลือกใช้หลายอย่างเพื่อความเหมาะสม และเพื่อให้ได้ภาพที่ดีที่สุดในเวลาที่สั้นที่สุด ซึ่งคือสิ่งที่ทุกคนต้องการนั่นเอง กล้องส่วนใหญ่มีระบบวัดแสงให้ใช้อย่างน้อย 3 แบบ คือ เฉลี่ยหนักกลาง
แบ่งพื้นที่หลายส่วน และระบบวัดแสงเฉพาะจุด กล้องบางรุ่นมีระบบวัดแสงที่ก้าวหน้ามากขึ้นไปอีกเช่น ระบบวัดแสงสัมพันธ์กับจุดโฟกัส ทําให้ได้ค่าแสงพอดีในจุดโฟกัสเอาไว้
> อ่านบทความฉบับเต็ม 28 หน้า ได้จากนิตยสาร SHUTTER PHOTOGRAPHY ฉบับที่ 9 ปีที่ 16 เดือนเมษายน 2549
( สมัครสมาชิก )



