หลังจากที่ค่ายกล้องชั้นนำทยอยเปิดตัวกล้องรุ่นล่าสุดไปแล้วทั้งกล้องระดับโปรเฟสชั่นแนล โปรซูมเมอร์ และกล้องคอมแพค คราวนี้ก็ถึงคิวของโอลิมปัสบ้างแล้ว หลังจากที่มีข่าวเล็ดลอดออกมามากมายก่อนหน้านี้ และทิ้งช่วงจากรุ่นก่อนหน้าคือ E-1 กว่า 4 ปี แล้วก็ถึงวันที่โอลิมปัสเปิดตัวสุดยอดกล้องระดับโปร E Series ในชื่อ Olympus E-3 และเป็นกล้องที่โฟกัสได้เร็วที่สุดในโลก (ทดสอบโดยโอลิมปัสเมื่อ 17 ตุลาคม 2550 ด้วยกล้อง E-3 กับเลนส์ ZUIKO DIGITAL ED 12-60 มม. f/2.8-4 SWD (เทียบเท่าขนาด 24-120 มม. ในระบบฟิล์ม 35 มม.) และซูมเลนส์ที่ 60 มม. (120 มม.)

E-3 มีคุณสมบัติที่โดดเด่นและน่าทึ่งมากมาย ตัวกล้องน้ำหนักเบา ด้วยวัสดุแม๊กนีเซียม อัลลอยด์ ซีลป้องกันฝุ่นและละอองน้ำได้ ระบบโฟกัสโอลิมปัสเคลมว่า เร็วที่สุดในโลก ด้วยจุดโฟกัส 11 จุด เป็นเซ็นเซอร์แบบกากบาทคู่ทุกจุด ถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็ว 5 เฟรม/วินาที ใช้เซ็นเซอร์ภาพ High-Speed Live MOS Sensor ใหม่ ความละเอียด 10.1 ล้านพิกเซล มีเซ็นเซอร์ตรวจจับ การสั่นไหว ที่ชุดเซ็นเซอร์ภาพ สามารถป้องกันภาพสั่นไหวได้ 5 สตอป พร้อมหน่วยประมวลผลใหม่ TruePic III จอ LCD 2.5 นิ้ว HyperCrystal LCD แบบ Live View ดูภาพขณะถ่ายจากจอ LCD ได้ เปิดออกด้านข้างและปรับหมุนได้รอบ

บอดี้ของ E-3 ทำจากแมกนีเซียมอัลลอยด์ ให้ความคงทน แข็งแรง ตามสไตล์แบบกล้องโปร และได้รับการซีลกันน้ำและฝุ่นละออง สามารถนำไปใช้งานได้ทุกสภาวะ ตัวบอดี้ออกแบบใหม่หมด ดูสวยงามกว่า E-1 มาก มองจากด้านหน้าจะดูเรียบๆ ไม่มีปุ่มปรับอะไรมากมาย แป้นหมุนปรับโหมดถ่ายภาพก็ถูกเปลี่ยนมาเป็นแบบปุ่มกดแทน ด้านบนของตัวกล้องจะมีจอ LCD สำหรับดูข้อมูลการปรับตั้งระบบการทำงาน ส่วนปุ่มปรับตั้งต่างๆ นั้น โอลิมปัสจะวางตำแหน่งไว้ที่ด้านบนซ้าย-ขวา และด้านหลังของกล้องแทน
E-3 ใช้เมาท์เลนส์แบบ 4/3 เช่นเดิม ใช้เซ็นเซอร์รับภาพแบบ High-speed Live MOS มีความละเอียด 10.1 ล้านพิกเซล effective ประมวลผลการทำงานด้วย TruePic III ซึ่งนอกจากมีการทำงานที่รวดเร็วแล้ว ยังควบคุมรายละเอียดในโทนมืดได้เป็นอย่างดีิ และในรุ่นนี้ได้เพิ่มจุดโฟกัสแบบกากบาทคู่ 11 จุดครอบคลุมทั่วทั้งเฟรม ทำให้การโฟกัสทำได้รวดเร็วมาก โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับเลนส์รุ่นใหม่ที่มีระบบ SWD (Supersonic Wave Drive) ความเร็วชัตเตอร์เริ่มจาก 60 วินาที ปรับลดได้จนถึง 1/8000 วินาที สัมพันธ์กับไปแฟลชที่ 1/250 วินาที และเมื่อใช้กับระบบ Super FP จะสามารถสัมพันธ์กับความเร็วชัตเตอร์ได้สูงสุด 1/8000 วินาที ถ่ายภาพต่อเนื่อง 5 ภาพต่อวินาที ม่านชัตเตอร์มีความแข็งแรงทนทานและผ่านการทดสอบกว่า 150,000 ครั้ง โดยปราศจากปัญหาใดๆ ทางด้านบนของกล้อง เป็นแฟลชในตัว ไกด์นัมเบอร์ 13 ที่ ISO100 ใช้แฟลชภายนอกได้โดยต่อเข้ากับฮอทชู โดยทำงานสัมพันธ์กับรุ่น FL-50R, FL-36R, FL50, FL36, FL-20, STF-22 และ SR-11 โดยเฉพาะรุ่น FL-50R และ FL-36R สามารถใช้งานในระบบ Wireless ได้ด้วย
ระบบที่ดูจะเป็นเอกลักษณ์ของกล้อง DSLR ของโอลิมปัสก็คือ Live View ก็ยังมีให้ใช้เช่นเดิม โดยได้รับการปรับปรุงให้มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งช่างภาพสามารถจัดองค์ประกอบภาพ เช็คค่าการเปิดรับแสง หรือการตั้งไวท์บาลานซ์ ผ่าน Live View ได้ตลอดเวลา และสะดวกมากขึ้นไปอีกเพราะ E-3 ออกแบบจอมอนิเตอร์?AE?รับหมุนได้ทุกทิศทาง ซึ่งเป็นกล้องระดับโปรตัวแรกที่ใช้ระบบนี้ โดยจอมอนิเตอร์มีขนาด 2.5 นิ้ว ความละเอียด 230,000 พิกเซล เคลือบผิวจอด้วยเทคโนโลยี HyperCrystal ช่วยลดการสะท้่อนแสง มองได้อย่างชัดเจนในทุกทิศทางพร้อมทั้งปรับเพิ่มความวว่างได้ 15 ระดับ
นอกจากนี้ระบบกำจัดฝุ่น Supersonic Wave Filter ก็เป็นระบบมาตรฐานประจำกล้องโอลิมปัสไปแล้วด้วย โดยเมื่อเปิดการทำงานของกล้องระบบกำจัดฝุ่นจะทำงานอัตโนมัติ โดยการสั่นสะเทือนของเซ็นเซอร์รับภาพกว่า 30,000 ครั้งต่อวินาที เพื่อให้ฝุ่นหลุดออกไป นอกจากนี้เทคโนโลยี Spersonic Wave ยังนำมาใช้กับระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วย โดยโอลิมปัสเคลมว่าสามารถใช้ชัตเตอร์ต่ำกว่าปรกติได้ถึง 5 สเต็ป ซึ่งขี้อยู่กับเลนส์และรูปแบบการถ่ายภาพด้วย
ระบบบันทึกภาพจะมีให้เลือกใช้งานได้ในโหมด โปรแกรม (P), ปรับชัตเตอร์อัตโนมัติ (A), ปรับรูรับแสงอัตโนมัติ (S), แมนนวล (M), ชัตเตอร์ B และโหมดปรับตั้งพิเศษ โปรแกรมถ่ายภาพใต้น้ำ ที่ให้ผู้ใช้ปรับตั้งค่าที่เหมาะสมในการใช้งานเอง และเลือกใช้งานด้วยปุ่มฟังก์ชัน โดยระบบถ่ายภาพต่างๆ สามารถปรับชดเชยแสงได้ +/- 5 ขั้น ปรับได้ขั้นละ 1/3, 1/2 และ 1 สเต็ป ส่วนความไวแสงนั้น มีให้เลือกใช้แบบออโต้ โดยกล้องจะปรับให้ตั้งแต่ ISO100-3200 หรือจะปรับเองตั้งแต่ ISO100-3200 ก็ได้เช่นเดียวกัน ส่วนรูปแบบบันทึกภาพนั้น สามารถเลือกได้ทั้ง JPEG, RAW และ RAW+JPEG โดยมีขนาดภาพใหญ่สุด 3648 x 2736 พิกเซล
โอลิมปัสออกแบบไวท์บาลานซ์ค่อนข้างแตกต่างจากยี่ห้ออื่นๆ คือ นอกจากแบบออโต้แล้ว สามารถปรับแบบพรีเซ็ต 8 แบบ (เซ็ตตามค่าองศาเคลวิน 3000-7500 K) แบบ One-touch 4 แบบที่ผู้ใช้ตั้งค่าบันทึกเก็บไว้ และแบบคัสตอมที่ผู้ใช้ตั้งค่าได้ตามองศาเคลวิน ตั้งแต่ 2000-14000 K
นอกจากโหมดบันทึกภาพต่างๆ แล้ว E-3 ยังสมารถปรับตั้งความสว่างสดใสของภาพได้ด้วยพิกเจอร์โหมด โดยเลือกได้แบบ Vivid, Natural, Portrait, Monotone, และปรับเซ็ตค่าเอง รวมทั้งยังปรับแต่งคอนทราสต์ ความคมชัด และความเข้มของสีของแต่ละแบบได้อีก 5 ขั้นด้วยกัน และในแบบ Monotone สามารถปรับแต่งเอฟเฟ็คต์ต่างๆ ได้เช่น ฟิลเตอร์เอฟเฟ็คต์ (สีเหลือง สีส้ม สีแดงและสีเขียว) รวมที่งปรับแต่งในรูปแบบโทนซีเปีย โทนสีฟ้า โทนสีม่วง และโทนสีเขียวได้ตามต้องการ
E-3 ออกแบบให้มีช่องเมมโมรี่การ์ด 2 ช่อง ใช้ได้แบบ CF Type I/II, Microdrive และ xD Picture Card ส่วนการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์หรือเครื่องพิมพ์ภาพผ่านช่อง USB 2.0 แบบ Hi-speed รองรับการสั่งพิมพ์ภาพตามมาตรฐาน PictBridge แหล่งพลังงานได้จากแบตเตอรี่ชาร์จ Li-ion BLM-1 สามารถถ่ายภาพได้ประมาณ 610 ภาพต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน CIPA และมีอุปกรณ์เสริมแบตเตอรี่กริป HLD-4 ใส่แบตเตอรี่ได้ 2 ก้อน ช่วยให้ใช้งานได้นานขึ้น ตัวกล้องมีขนาด 142.5x116.5x74.5 มม. น้ำหนักไม่รวมแบตเตอรี่ 810 กรัม