ความคิดเห็น
Nikon D80 แม้ว่าจะเป็นกล้องดิจิตอล SLR ระดับกลางสำหรับผู้ใช้ทั่วๆ ไป แต่สเปคของกล้อง ใกล้เคียงกับกล้องระดับโปรรุ่น D200 มาก การออกแบบก็ทำได้สวยงาม น่าใช้ ตัวกล้องเล็ก กะทัดรัด น้ำหนักเบา สะดวกในการนำไปใช้งานตามที่ต่างๆ และเมื่อประกอบเข้ากับแบตเตอรี่กริป MB-D80 เพิ่มความสวยงามดุดันเหมือนกับกล้องระดับมืออาชีพ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่มีงบไม่พอสำหรับ D200 และที่โดดเด่นมากคือ เลนส์คิทใหม่ ที่ออกมาพร้อมกันขนาด 18-135 มม. ได้ทางยาวโฟกัสเทียบเท่าเลนส์ 27-200 มม. ใช้งานได้แบบตัวเดียวจบ ครอบคลุมมากกว่าเลนส์ 18-70 มม.ที่ติดมากับ D70s (แต่ราคาเลนส์ก็สูงขึ้นด้วย) แม้ว่าวัสดุส่วนใหญ่จะเป็นพลาสติกแต่ก็ดูดีไม่แพ้เลนส์โปร โดยเฉพาะชิ้นเลนส์ ED ที่ทำให้ภาพมีคุณภาพสูงกว่าเลนส์ธรรมดาทั่วๆ ไป
ช่องมองภาพขนาดใหญ่ อัตราขยาย 0.94x คือจุดเด่นอีกอย่างที่น่าสนใจ ปกติช่องมองแบบนี้จะมีในกล้องโปรอย่าง D200 เท่านั้น (ดูตารางเปรียบเทียบ) ทำให้ช่องมองมีความสว่างสูง มองดูภาพได้สบายตา และที่เหนืออื่นใดคือ การใช้เซ็นเซอร์แบบ CCD ความละเอียดสูง 10.2 ล้านพิกเซล เหมาะอย่างยิ่งกับงานขยายภาพขนาดใหญ่คุณภาพสูง และในตัวกล้องยังมีระบบการจัดการภาพ D-Lighting ปรับความสมดุลย์ของส่วนสว่างและส่วนมืดอัตโนมัติ ไม่ต้องเสียเวลาไปตกแต่งแก้ไขใน Photoshop ให้ยุ่งยาก นอกจากนี้ระบบแฟลชยังรองรับการทำงานแบบ Nikon Creative Lighting System ควบคุมการทำงานไร้สายแบบรีโมทได้ 2 ช่องสัญญาน ทำให้จัดแสงแฟลชถ่ายภาพได้แบบมืออาชีพอย่างง่ายดาย โดยกล้องจะคำนวณปริมาณแสงแฟลชให้อัตโนมัติระบบ i-TTL (ใช้ร่วมกับแฟลชรุ่น SB-600, SB-800, SU-200)
ความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่อง 3 เฟรม/วินาที เป็นเรื่องปกติของกล้องราคาระดับนี้ (D200 ทำได้ 5 เฟรม/วินาที) แต่ที่น่าสนใจคือ บัฟเฟอร์สำหรับการถ่ายภาพต่อเนื่องทำได้ถึง 100 ภาพเมื่อเลือกไฟล์ JPEG ขนาด M ทำให้การถ่ายภาพสิ่งเคลื่อนไหวเช่น ภาพกีฬา ภาพข่าว หรือภาพสัตว์ป่า มีโอกาสได้ภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น ไม่พลาดเสี้ยววินาทีสำคัญ และระบบออโต้โฟกัสใหม่ที่ทำงานด้วยความเร็วสูง มีจุดโฟกัสถึง 11 จุดแบบเดียวกับ D200 ทำงานได้ดีในสภาพแสงน้อยซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของกล้องเกือบทุกรุ่นของนิคอน โดยมีช่วงการโฟกัสต่ำสุดถึง EV -1 พร้อมด้วยระบบออโต้โฟกัสติดตามการเคลื่อนที่ของวัตถุแบบ Dynamic AF แต่จะใช้งานได้สมบูรณ์แบบเมื่อใช้กับเลนส์ AF-S ที่มีมอเตอร์ในตัวเลนส์ ซึ่งเลนส์คิท 18-135 มม. ก็เป็น AF-S เช่นกัน
แป้นหมุนเลือกโหมดและปุ่มปรับต่างๆ ยังออกแบบคล้ายกับกล้องรุ่นอื่นๆ ของนิคอน ปรับใช้งานได้สะดวกและรวดเร็ว หากเคยใช้กล้องนิคอนมาก่อนจะทำความเข้าใจได้ง่ายและใช้งานได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาศึกษาวิธีการใช้งานมากมาย สำหรับจอมอนิเตอร์ใหม่ขนาด 2.5 นิ้ว ความละเอียด 230,000 พิกเซล เป็นมาตรฐานของกล้อง D-SLR รุ่นใหม่ทุกรุ่นในปัจจุบัน แต่ที่น่าสนใจคือ มุมมองกว้าง 170 องศา ไม่ว่าจะดูเมนู หรือภาพจากทางด้านข้างก็ยังเห็นได้อย่างชัดเจนเหมือนกับการมองตรงๆ นอกจากนี้การเปิดชมภาพยังมีฟังก์ชั่นแสดงกราฟฮีทโตแกรมแบบสี RGB ทำให้ตรวจสอบโทนภาพในแต่ละสีได้ดีขึ้น รวมทั้งเลือกแสดงภาพแบบสไลด์โชว์ได้ด้วย มีเอฟเฟคการเปลี่ยนภาพในตัวกล้อง และเลือกแสดงภาพประกอบเพลงได้ด้วย ทำให้การเปิดชมภาพจากโทรทัศน์สนุกสนานเพลิดเพลินมากยิ่งขึ้น หรือจะดูจากจอ LCD 2.5 นิ้ว ก็ชมได้ชัดเจนพอสมควร
หากคุณชอบถ่ายภาพขาวดำ D80 นอกจากจะมีโหมดถ่ายภาพขาวดำแล้ว ยังมีฟิลเตอร์เอฟเฟค ให้เลือกใช้เพื่อปรับแต่งคอนทราสท์ของภาพ เพื่อให้ภาพมีคุณภาพดีขึ้น แบตเตอรี่ใหม่ใช้งานได้ยาวนานกว่าเดิม ถ่ายภาพได้มากกว่าสองพันภาพต่อการชาร์จแบตเตอรี่เต็มหนึ่งครั้ง หากใช้แบตเตอรี่กริป MB-D80 แล้วใส่แบตเตอรี่ EN-EL3e สองก้อนจะถ่ายภาพได้มากกว่า 5,000 ภาพ หมดกังวัลเรื่องแบตเตอรี่หมดแล้วหาที่ชาร์จไม่ได้ และยังมีอุปกรณ์เสริมสายรีโมทหรือสายลั่นชัตเตอร์ ช่วยให้การบันทึกภาพ ด้วยความเร็วชัตเตอร์ต่ำบนขาตั้งกล้องได้ภาพที่คมชัด หรือใช้ถ่ายภาพกลางคืน นานหลายนาที หรือจะเลือกถ่ายภาพซ้อนเพื่อสร้างสรรค์ภาพพิเศษก็ได้เช่นกัน
สุดท้ายคือเรื่องราคา ในอเมริการาคาบอดี้ไม่ถึงสี่หมื่นบาท ถือว่าเป็นราคาที่ดีมากเมื่อเทียบกับสเปคขนาดนี้ คาดว่าจะเป็นกล้องที่ได้รับความนิยมอย่างมากอีกรุ่นหนึ่งในช่วงปลายปีนี้ คู่เปรียบเทียบของ D80 คือ SONY Alpha 100 ที่คาดว่าจะมีราคาใกล้เคียงกัน และความละเอียด 10.2 ล้านพิกเซลเท่ากัน และมีจุดเด่นสำคัญตรงที่มีระบบป้อนกันภาพสั่นไหว Super SteadyShot ในตัวกล้อง เลนส์ตัวไหนก็ใช้ระบบกันภาพสั่นได้หมด และมีระบบป้องกันฝุ่นเกาะหน้าเซ็นเซอร์ภาพด้วย นอกจากนี้ยังมี Canon EOS 30D ที่เป็นกล้องระดับโปร บอดี้แม๊กนีเซียมอัลลอยด์ ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 5 เฟรม/วินาที ราคาบอดี้ห้าหมื่นบาทเศษ (อ่านสเปคเปรียบเทียบ D80/D200/Alpha100/EOS 30D)
|