FastCounter by bCentral
Visitors since Aug 2001

Nikon D2x

 

ทดสอบ : 1 มิถุนายน 2548 | Posted 1 June 2005
ราคา : 200,000 บาท

Professional

ตัวแทนจำหน่าย : บ. นิคส์ (ไทยแลนด์) จก.

Sample - ตัวอย่าง

ความคุ้มค่า :

Effective 11.4 MP

เปิดตัว : 16 กันยายน 2547   PR_D2x (PDF File)

Text/Photo :
Prasit Chansarekorn

หากคุณเริ่มต้นหัดถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล อ่านตรงนี้


| Intro | Specification | Design | Feature 1 | Feature 2 | Comment | Gallery |


การออกแบบ - Design

D2x แม้ว่าจะมีการออกแบบบอดี้ใหม่ แต่เมื่อผมนำกล้อง D1x มาวางเทียบคู่กันเห็นได้ชัดว่าการออกแบบยังคงอิทธิพลของ D1x อย่างเต็มเปี่ยม ทั้งนี้คงเป็นเหตุผลที่ทางนิคอนต้องการให้ช่างภาพที่เคยใช้ D1 มาก่อนสามารถใช้ D2 ได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาศึกษามากมายนัก

กล้องทั้งสองรุ่นมีความเหมือนกันตั้งแต่ขนาดตัวกล้องที่ใกล้เคียงกัน โดย D2x มีความสูงน้อยกว่านิดหน่อย ปริซึมด้านบนยื่นยาวออกมาด้านหน้ามากกว่า กริปมือจับขนาดใหญ่จับได้เต็มไม้เต็มมือพอๆ กัน ออกแบบให้ปุ่มกดชัตเตอร์ลาดต่ำลงมา ส่วนปุ่มปรับต่างๆ แทบจะอยู่ในตำแน่งเดียวกัน รวมถึงแป้นหมุนเลือกระบบเลื่อนภาพที่อยู่ทางด้านบนขวาก็อยู่ที่เดิม แต่เพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานมากขึ้น โดยมีระบล็อคกระจกเพื่อการถ่ายภาพด้วยความเร็วชัตเตอร์ต่ำย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วย ซึ่งผมใช้ฟังก์ชั่นนี้บ่อยมากกับเลนส์ซุปเปอร์เทเลโฟโต้ ต้องขอบคุณที่ออกแบบเช่นนี้เพราะในการใช้งานจริงพบว่าสะดวกดีมากจริงๆ

หันมาดูด้านหลัง พบว่าเมื่อมองผ่านๆ กล้องทั้งสองรุ่นดูคล้ายกันมาก หลายอย่างยังอยู่ในตำแหน่งเดิมเช่น ฝาครอบช่องใส่การ์ด ปุ่มกด 4 ทิศทาง ช่องมองภาพแบบวงกลม จอ LCD แสดงข้อมูลที่อยู่ใต้จอมอนิเตอร์ ซึ่งปรับปรุงใหม่เพิ่มขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 2.5 นิ้ว ย้ายมาอยู่ตรงกลาง และย้ายปุ่มปรับฟังก์ชั่นต่างๆ ที่อยู่ด้านล่างมาอยู่ด้านข้างด้านซ้ายแทน สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือปุ่มกดบันทึกเสียงพร้อมช่องไมโครโฟนและช่องลำโพง ทำให้พูดบันทึกเตือนความจำลงภาพได้ทันที ไม่ต้องคอยจดบันทึกลง PDA หรือลงกระดาษให้ยุ่งยาก

โดยรวมแล้ว D2x เป็นกล้องที่พัฒนาต่อเนื่องมาจาก D1x โดยยังคงเอกลักษณ์ของรุ่นเดิมเอาไว้ ไม่ถึงกับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้ผู้ที่เคยใช้ D1x มาก่อนเมื่อเปลี่ยนมาใช้ D2x สามารถใช้งานได้ทันที โดยแทบจะไม่ต้องเปิดคู่มือดูให้เสียเวลา ยกเว้นจะศึกษารายละเอียดปลีกย่อยบางอย่างเท่านั้น และแน่นอนว่ามือโปรที่ใช้ D1x อยู่แล้วคงจะอยากเปลี่ยนมาใช้ D2x เป็นแน่ แต่เมื่อดูกำลังผลิตที่ทาง Nikon ระบุว่าผลิตได้เดือนละ 8,000 ตัวคงจะไม่เพียงพอกับบรรดานักถ่ายภาพมืออาชีพทั่วโลกที่มีอยู่มากมายนับแสนนับล้านคน จึงไม่น่าแปลกใจในช่วงสองเดือนแรกของการวางจำหน่ายผู้ที่ต้องการใช้กล้องรุ่นนี้ ไม่สามารถหาซื้อ D2x ได้นอกจากการสั่งจองไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับกล้อง D-SLR ระดับโปร เมื่อลองจับ D2x จะรู้สึกทันทีว่าใหญ่และหนัก เฉพาะบอดี้ น้ำหนักเลยหนึ่งกิโลกรัมไปเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้เป็นผลมาจากการใช้วัสดุหลักคือแม๊กนิเซียมอัลลอยด์ และอลูมินั่มอัลลอยด์ ซึ่งเป็นโลหะที่แข็งแกร่ง ทนทาน อีกทั้งยังมีชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนอีกมากมาย ตามรอยต่อต่างๆ มีการซีลป้องกันฝุ่นละออง ความชื้น และละอองน้ำ ทำให้ใช้งานได้ในทุกสภาวะอากาศ



ความบึกบึน หนักแน่น

ความรู้สึกในครั้งแรกที่ได้สัมผัส D2x บริเวณกริปทางด้านหน้าที่ทำเป็นร่องลึกลงไปส่วนนิ้วโป้งทางด้านหลังมีสันนูนยื่นออกมารองรับ ทำให้การยึดเกาะกระชับไม่ลื่นหลุดง่ายๆ หนังลายหยาบที่หุ้มบอดี้ก็ช่วยได้มากเช่นกัน การจับถือในแนวตั้ง ออกแบบได้ดีมาก เพราะมีการทำให้เป็นร่อง โค้งเว้ารับกับอุ้งมือทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ให้ความรู้สึกถนัดพอๆ กับการถ่ายภาพในแนวนอนโดยมีปุ่มกดชัตเตอร์ที่มีสวิตช์เปิด-ปิด พร้อมแป้นหมุนเลือกคำสั่งแบบคู่หน้า-หลัง (D1x มีเฉพาะแป้นหมุนด้านหลัง) และปุ่ม AF-ON สำหรับกดให้กล้องปรับโฟกัส

ทางด้านบนส่วนของกริปมือจับออกแบบให้ปุ่มกดชัตเตอร์อยู่คู่กับสวิตช์หมุนเปิดปิดกล้อง SLR และกล้องคอมแพคดิจิตอลอีกหลายรุ่น ติดกันเป็นปุ่มเลือกโหมดบันทึกภาพและปุ่มชดเชยแสง หากกดปุ่มเลือกโหมดกับปุ่มลบภาพทางด้านหลัง จะเป็นการฟอร์แมทเมมโมรี่การ์ด

ทางด้านบนซ้ายมีวงกลมที่ออกแบบให้นูนขึ้นมา มีปุ่มปรับ 3 ปุ่มใช้เลือกระบบถ่ายภาพคร่อมเลือกโหมดแฟลช และที่พิเศษคือปุ่ม L ใช้ล็อคค่าความเร็วชัตเตอร์และรูรับแสง ป้องกันไม่ให้มีการปรับเปลี่ยนโดยไม่ตั้งใจ ใช้ได้กับระบบบันทึกภาพแบบออโต้ความเร็วชัตเตอร์(A), ออโต้รูรับแสง (S) และแมนนวล (M) โดยมีตัวอักษร L ขนาดเล็กกำกับไว้ให้เห็นบนจอแสดงผล LCD

ถัดลงไปเป็นวงแหวนหมุนเลือกระบบเลื่อนภาพแบบทีละภาพ, ต่อเนื่องความเร็วต่ำต่อเนื่องความเร็วสูง, ถ่ายภาพหน่วงเวลา และล็อคกระจกสะท้อนภาพสำหรับการถ่ายภาพที่ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ ต่ำ (ร่วมกับขาตั้งกล้อง) ช่วยลดการสั่นสะเทือนของกระจกสะท้อนภาพที่ดีดตัวขึ้นลง ทำให้ภาพที่ได้คมชัดตามที่ต้องการ

ด้านหลังมีช่องมองภาพที่ออกแบบเป็นวงกลม มองภาพได้ห่างประมาณ 2 ซ.ม. โดยที่ยังเห็นภาพเต็มเฟรม ทำให้ผู้ใช้งานที่สวมแว่นตาใช้งานได้อย่างสะดวก และยังปรับชดเชยสายตาได้ด้วยวงแหวนหมุนที่อยู่ด้านขวา -3 ถึง +1 ไดออฟเตอร์ เมื่อมองดูในช่องมองจะเห็นภาพจากโฟกัสซิ่งสกรีน Type V Clear-matte II (ถอดเปลี่ยนได้) พร้อมกรอบภาพเมื่อใช้โหมด Hi-Speed Crop ใช้ได้กับ D2x เท่านั้นและแถมโฟกัสซิ่งสกรีนรุ่น Type B Brite View III มาให้ด้วย เป็นแบบเดียวกับที่ใช้ในรุ่น D2H หรือจะเปลี่ยนไปใช้แบบ Type E ซึ่งเป็นแบบตรง (ซื้อต่างหาก) สำหรับงานก๊อปปี้หรือถ่ายภาพสถาปัตยกรรม

เมื่อกดปุ่มชัตเตอร์ครึ่งหนึ่งหรือกดปุ่ม AF-ON จะมีไฟสีแดงติดสว่างในจุดออโต้โฟกัสที่เลือกเอาไว้ (ออโต้หรือแมนนวล) มีทั้งหมด 11 จุด กระจายอยู่ทั่วทั้งจอภาพ ไม่ว่าวัตถุจะอยู่ที่ไหนก็โฟกัสได้อย่างแม่นยำ แต่ถ้าใช้ Hi-Speed Crop จะเหลือจุดโฟกัส 9 จุด ครอบคลุมทั้งภาพเช่นกันและมีไฟสีแดงกระพริบเตือนพร้อมกรอบสี่เหลี่ยมกระพริบทางด้านล่าง เพื่อเตือนว่ากำลังใช้ Hi-Speed Crop ซึ่งภาพจะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิม

สำหรับข้อมูลทั้งหมดที่ใช้ในการบันทึกภาพแสดงไว้อย่างครบทางด้านล่างและด้านขวาของจอภาพเป็นไฟสีเขียว มองเห็นได้ชัดเจนดีพอสมควร ใต้ช่องมองภาพเป็นจอมอนิเตอร์ LCD ขนาด 2.5 นิ้ว พร้อมแผ่นพลาสติกใส (BM-3) ครอบกันรอยขีดข่วนต่างๆ แม้ว่าจอมอนิเตอร์จะมีขนาดที่ใหญ่มาก แต่ด้วยบอดี้ขนาดใหญ่ของ D2x ทำให้มีเนื้อที่อีกเหลือเฟือสำหรับจัดวางจอแสดงผล LCD ทางด้านล่าง ปุ่มปรับฟังก์ชั่น ไมโครโฟน ลำโพง และช่องใส่เมมโมรี่การ์ด เรียกว่าใช้งานเต็มพื้นที่เลยก็ว่าได้

ช่องใส่เมมโมรี่การ์ดออกแบบตามสไตล์เดิมตั้งแต่รุ่น D1 เป็นฝาครอบแบบบานพับอยู่ทางด้านหลัง ขณะที่กล้องส่วนใหญ่จะอยู่ทางด้านข้าง และมียางหุ้มโดยรอบ เมื่อปิดลงไปจะแนบสนิท กันฝุ่นละอองหรือแม้กระทั่งละอองน้ำ ขณะฝนตกได้เป็นอย่างดี ปุ่มกด 4 ทิศทางรูปวงกลม มีขนาดที่เล็กลงกว่าเดิม ทำให้การใช้งานรวดเร็วมากขึ้นและมีสวิตช์ล็อคเพื่อป้องกันการกดปุ่มโดยไม่ตั้งใจ ใช้เลือกเมนู เลื่อนภาพในโหมดเปิดชมภาพและอื่นๆ

ถัดลงไปเป็นสวิตช์เลือกพื้นที่โฟกัส มีให้เลือกถึง 4 รูปแบบคือโฟกัสเฉพาะจุด,โฟกัสตามการเคลื่อนที่ของวัตถุ, โฟกัสแบบกลุ่มตามทิศทางการเคลื่อนที่และโฟกัสเฉพาะสิ่งที่อยู่ใกล้มากที่สุด ทั้งนี้พื้นที่โฟกัสทั้ง 4 แบบจะทำงานสัมพันธ์กับโหมดโฟกัส AF-S และ AF-C ด้านล่างมีปุ่มบันทึกเสียง เลือกได้ว่าจะบันทึกเสียงทันทีหลังจากถ่ายภาพไปแล้วหรือจะบันทึกในโหมดเปิดชมภาพ ใช้งานได้ทั้งแบบออโต้และแมนนวล โดยปรับตั้งเวลาที่บันทึกนานที่สุดได้จาก 5-60 วินาที และเปิดฟังเสียงได้จากลำโพงในตัวกล้องที่อยู่ด้านซ้าย

ใต้จอแสดงผล LCD มีปุ่มปรับ 3 ปุ่ม ทำงานคู่กับแป้นหมุนเลือแสดงภาพเล็กหลายๆ ภาพหรือซูมขยายภาพ ปุ่มล็อคภาพ และปุ่มตอบตกลง ที่น่าสนใจมากคือปุ่มเครื่องหมายคำถาม ? โดยขณะที่เลือกเมนูต่างๆ เมื่อพบกับเครื่องหมายคำถาม ? ที่เมนูใด สามารถกดปุ่มนี้เพื่ออ่านวิธีการใช้งานของเมนูดังกล่าวได้ทันทีโดยไม่ต้องพกคู่มือการใช้งานให้ยุ่งยาก ทำให้เรียนรู้วิธีใช้เมนูต่างได้อย่างรวดเร็ว

ด้านขวามีช่องต่อสายซิงค์แฟลชแบบ PC สำหรับใช้กับแฟลชภายนอกเช่นแฟลชสตูดิโอ ถัดลงไปเป็นช่องต่อรีโมท คอนโทรลแบบมีสายหรืออินฟราเรดไร้สาย รวมทั้งใช้เป็นช่องต่อเชื่อมกับ GPS เพื่อบอกพิกัดตำแหน่งที่ถ่ายภาพโดยต้องใช้กับสายเคเบิลรุ่น MC-35 (ซื้อต่างหาก) ใช้ได้กับ GPS ของ Garmin ตระกู eTrex หรือ Magellan Sportrak

ด้านหน้าซ้ายมีปุ่มเช็กชัดลึก วางตำแหน่งที่นิ้วกลางพอดี ถัดลงไปเป็นปุ่มฟังก์ชั่นสารพัดประโยชน์ ทำให้การใช้งานบางอย่างทำได้ทันทีโดยไม่ต้องเข้าไปปรับตั้งในเมนูให้เสียเวลา เช่น ล็อคความจำแสงแฟลช (เมื่อใช้กับ SB-800 หรือ SB-600) ใช้แทนปุ่ม AE-L/AF-L, ปิดแฟลช, ถ่ายภาพคร่อม, วัดแสงเมตริกซ์, วัดแสงแบบหนักกลาง, วัดแสงเฉพาะจุด และที่ผมชอบเป็นพิเศษคือ การเลือก Hi-speed Crop เพียงกดปุ่มและหมุนแป้นวงกลมก็เข้าสู่โหมดการทำงานนี้ ทำให้เลนส์ที่ใช้คูณทางยาวโฟกัสเพิ่มเป็น 2 เท่า (เช่น เลนส์ 300 ม.ม. F2.8 กลายเป็น 600 ม.ม. F2.8) และถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็ว 8 ภาพ/วินาที โดยขนาดไฟล์ภาพจะลดลงเหลือ 6.8 ล้านพิกเซล

ด้านข้างมีฝาครอบยางซึ่งปิดได้แนบสนิททำให้กันน้ำ และฝุ่นละอองได้ ภายในเป็นช่อง A/V Out สำหรับเปิดชมภาพจากโทรทัศน์ซึ่งเลือกได้ทั้งระบบ NTSC และ PAL ติดกันเป็นช่อง DC IN สำหรับใช้ไฟจากภายนอกโดยใช้ เอซี อะแดปเตอร์ รุ่น EH-6 (ซื้อต่างหาก) ทำให้ใช้งานได้โดยไม่ต้องกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดเสียก่อน

ด้านล่างสุดเป็นช่องใส่แบตเตอรี่ โดยฝาครอบจะออกแบบให้ยึดติดกับก้อนแบตเตอรี่ ลิเธี่ยม-ไอออน รุ่น EN-EL4 ด้วยสลักล็อค เมื่อต้องการเปลี่ยนแบตเตอรี่สามารถปลดเอาก้อนแบตเตอรี่ออกได้ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งหมดเหมือน D1x กำลังไฟสูงถึง 1900 มิลลิแอมป์ และเลือก ดูข้อมูลของแบตเตอรี่ได้จากเมนู ซึ่งจะแสดงกำลังไฟที่เหลืออยู่เป็นเปอร์เซ็นต์ (%) จำนวนภาพที่สามารถถ่ายต่อได้ สถานะการคาริเบรต และอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ (แสดง 4 ระดับ) ถ้าแบตเตอรี่เสื่อมสภาพจะแสดงข้อความให้เปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ ในชุดมาตรฐานจะมีเครื่องชาร์จรุ่น MH-21 แถมมาให้ด้วย มีปุ่มคาริเบรตและไฟแสดงระดับกำลังไฟจาก 0-100%

ทางด้านล่างใต้กล้องมีช่องต่อกับอุปกรณ์เสริม Wireless Lan รุ่น WT-2/2Aหรือ WT-1/1A สำหรับใช้ส่งภาพไปยังคอมพิวเตอร์หรือเซฟเวอร์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ทในแบบไร้สาย ซึ่งการใช้กับคอมพิวเตอร์นั้นต้องใช้ร่วมกับซอพท์แวร์ Nikon Capture 4.2 หรือใหม่กว่า ใช้ได้ทั้งคอมพิวเตอร์พีซีและแมคอินทอช ช่วยให้การทำงานในสตูดิโอหรือช่างภาพข่าว สามารถทำงานได้รวดเร็วมากขึ้น

Next >
| Intro | Specification | Design | Feature 1 | Feature 2 | Comment | Gallery |


Copyright 1998-2005 IMAGE FOCUS Ltd.,Part.
493/49 Pracharaj 2 Rd. Bangsue Bangkok 10800 THAILAND
Tel. 66-2911-5264  E-mail : info@shutterphoto.com