| นับจากปี 1984
ที่ Minolta ได้เปิดตัวกล้อง 35 มม. SLR ระบบออโต้โฟกัสตระกูล Dynax
ก็ประสบความสำเร็จอย่างดีและต่อเนื่องมาจนถึงกล้องรุ่นล่าสุด Dynax 7
ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ
เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิตอลที่บรรดาผู้ผลิต
กล้องต่างก็มีกล้องดิจิตอลแบบ SLR ให้ช่างภาพได้เลือกใช้
โดยสามารถใช้ได้กับเลนส์ แฟลช และอุปกรณ์อื่นๆ ของกล้อง 35 มม. SLR
ได้ Minolta หลังจากที่รอคอยอยู่นานก็ได้โอกาสส่งกล้องดิจิตอล SLR
ตัวแรกโดยเปิดตัวมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ในงาน PMA 2004
ซึ่งเป็นเพียงกล้องต้นแบบเท่านั้น
และมีกำหนดเปิดตัวในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ในงาน Photokina 2004
ที่เมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมัน โดยใช้ชื่อว่า
Dynax 7
D กำหนดวางจำหน่ายปลายปี 2004 นี้

แม้ว่า KonicaMinolta
จะประสบความสำเร็จพอสมควรในกล้องดิจิตอลที่มีเลนส์ซูมในตัว
โดยเฉพาะกล้องระดับไฮเอนด์รุ่น DiMAGE A1 และ A2
แต่ก็ยังตอบสนองความต้องการของมืออาชีพได้ไม่เต็มที่นัก
จึงมีการผลิตกล้องดิจิตอล SLR ขึ้น
เพื่อให้ใช้ได้กับเลนส์ออโต้โฟกัสของ Minolta ที่มีอยู่มากมาย
ครอบคลุมการใช้งานทุกรูปแบบ
และในการใช้งานก็สามารถมองเห็นภาพที่จะได้จริงจากช่องมองที่มองภาพผ่านเลนส์หรือที่เรียกว่า
what you see is what you get

กล้อง KonicaMinolta DiMAGE A1, A2 และ Z3
มีจุดเด่นที่น่าสนใจและประสบความสำเร็จอย่างมากนั่นคือระบบป้องกันภาพสั่นไหวจากการถือกล้องถ่ายภาพด้วยความเร็วชัตเตอร์ต่ำ
เรียกว่าระบบ Anti Shake โดยออกแบบให้ชุดเซ็นเซอร์ภาพ CCD
เคลื่อนตำแหน่งตามทิศทางการสั่นไหวได้ ส่งผลให้ได้ภาพที่คมชัด และ
KonicaMinolta ก็นำเทคโนโลยีเดียวกันนี้มาใช้กับกล้องดิจิตอล SLR
Dynax 7D ซึ่งหมายถึงว่า เลนส์ทุกตัวของ Minolta และเลนส์เมาท์ Minolta AF
จากผู้ผลิตอิสระอื่นๆ เมื่อนำมาใช้จะมีระบบป้องกันภาพสั่นไหวทั้งหมด
ทำให้สามารถใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำกว่าปกติได้ 2 ถึง 3
สตอปโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง

ภาพทางซ้ายถ่ายภาพด้วยความเร็วชัตเตอร์ต่ำ
ภาพที่ได้
จึงไม่คมชัด เมื่อใช้ระบบ Anti-shake
ดังภาพด้านขวา
จะทำให้ได้ภาพที่คมชัดมากขึ้น

ภาพขยายเปรียบเทีบให้เห็นระหว่างภาพซ้ายไม่ใช้ระบบ
Anti-shake
และภาพขวาที่ใช้ระบบ Anti-shake

Dynax 7 D
ออกแบบโดยใช้พื้นฐานมาจากกล้องฟิล์ม 35 มม. รุ่น Dynax 7
จึงมีรูปร่างหน้าตาและปุ่มปรับฟังก์ชั่นทางด้าน
การถ่ายภาพที่ใกล้เคียงกันมาก บวกกับรูปทรงที่สวยงาม
โครงสร้างบอดี้ใช้วัสดุโลหะประเภทแมกนีเซียมอัลลอยด์
มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่งทนทานเป็นอย่างยิ่ง
พร้อมสำหรับการใช้งานสมบุกสมบันทุกรูปแบบ
จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับผู้ที่กำลังมองหากล้องดิจิตอล SLR
ดีๆ สักหนึ่งตัว โดยมีเลนส์ให้เลือกใช้มากมาย
ปัจจุบันผู้ผลิตเลนส์รายใหญ่อย่าง SIGMA หรือ TAMRON
ก็มีเลนส์สำหรับกล้องดิจิตอล SLR ออกมาให้เลือกใช้หลายรุ่น
ให้คุณภาพที่ดีกว่าเลนส์ธรรมดาทั่วๆ ไป

เซ็นเซอร์ภาพที่ใช้เป็นแบบ CCD
ขนาดเท่าฟิล์ม APS 23.5 x 15.7 มม. ต้องคูณทางยาวโฟกัสเพิ่ม 1.5 เท่า
ความละเอียด 6.1 ล้านพิกเซล
Effective บันทึกภาพได้ 3 ขนาด ตั้งแต่
3008 x 2000, 2256 x 1496 และ 1504 x 1000 พิกเซล
บันทึกลงในไฟล์ฟอร์แมท RAW (12-bit), RAW+JPEG หรือ JPEG (Exif 2.21)
โดยไฟล์ JPEG สามารถปรับระดับการบีบอัดข้อมูลได้อีก 3 ระดับ มีโหมดสี
3 แบบให้เลือกใช้ ได้แก่ sRGB (Natural), sRGB (Natural+) และ Adobe
RGB
ระบบออโต้โฟกัส TTL CCD
วางเซ็นเซอร์ทั่วทั้งภาพถึง 9 จุด 8 แนว พร้อมเซ็นเซอร์กากบาทกลางภาพ
ทำงานในสภาพแสงตั้งแต่ EV -1 ถึง 18 (ISO 100)
ปรับโฟกัสได้ทั้งแบบทีละภาพ, ต่อเนื่อง, ออโต้โฟกัสอัตโนมัติ
และแมนนวลโฟกัส ชดเชยแสงได้ +/- 3 EV มีแฟลชในตัว ชดเชยแสงแฟลชได้
+/- 2EV หรือใช้แฟลชเฉพาะกิจภายนอกของ Minolta
ก็ได้ด้วยฮอทชูแฟลชบนตัวกล้อง ระบบวัดแสงแบ่งพื้นที่ 14
ส่วนแบบรังผึ้ง วิเคราะห์สภาพแสงด้วยไมโครคอมพิวเตอร์ระบบ ADI และ
รองรับระบบแฟลชไร้สาย
มีปุ่มเลือกระบบออโต้และแมนนวลโฟกัสที่ใช้งานได้อย่าวรวดเร็ว
มีช่องซิงค์แฟลชภายนอกแบบ PC สำหรับใช้ร่วมกับแฟลชสตูดิโอ
บันทึกความจำการปรับตั้งค่าการทำงานต่างๆ ได้ 3 แบบ
สามารถเรียกมาใช้งานได้ทันที จอมอนิเตอร์ด้านหลังเป็นแบบ LCD ขนาด 2
นิ้ว ใช้ดูเมนูต่างๆ และเปิดชมภาพที่บันทึก ไปแล้ว
ที่ช่องมองภาพมีเซ็นเซอร์ อาย-สตาร์ท
ทำงานอัตโนมัติเมื่อแนบตาเข้ากับช่องมองภาพ
โหมดบันทึกภาพมีครบตั้งแต่ระบบออโต้เต็มรูปแบบ, โปรแกรม,
ออโต้ชัตเตอร์, ออโต้รูรับแสง และแมนนวล ความไวแสงต่ำสุด ISO 100
สูงสุด ISO 3200 ตั้งใช้งานในโหมดออโต้ได้
ชัตเตอร์ทำงานด้วยระบบอิเล็คทรอนิกส์ ตั้งแต่ 30-1/4000 วินาที และ B
สัมพันธ์แฟลชที่ความเร็วชัตเตอร์ 1/160 วินาที (AS off) หรือ 1/125
(AS on) ระบบไวท์บาลานซ์มีทั้งโหมดออโต้ และปรับตั้งเองตามสภาพแสง 6
แบบ รวมไปถึงการตั้งอุณหภูมิสีตามค่าองศาเคลวินและแบบแมนนวล
ปรับแต่งภาพได้ทั้งความคมชัด, คอนทราสท์, ความอิ่มตัว
และค่าสีตั้งแต่ -2 ถึง +2 ถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็ว 3 เฟรม/วินาที
ต่อเนื่องสูงสุด 9 เฟรมในฟอร์แมท RAW และ RAW+JPEG

ช่องมองภาพเป็นแบบเพนทาปริซึม
มองภาพระดับสายตา ปรับแก้สายตาได้ -3 ถึง +1 ไดออปเตอร์ แสดงภาพ 95%
จอมอนิเตอร์ TFT LCD ด้านหลังมีขนาดใหญ่ถึง 2.5 นิ้ว ความละเอียด
207,000 พิกเซล แสดงภาพชัดเจนและและดูรายละเอียดได้อย่างทั่วถึง
Maxxum 7D มีแฟลชในตัวแบบป๊อบอัพ ค่าไกด์นัมเบอร์ 12 (ISO 100/m)
วัดแสงแฟลชในระบบ ADI, Pre-flash หรือปรับคอนโทรลแบบแมนนวล
พร้อมโหมดเปิด-ปิดแฟลช, แก้ตาแดงอัตโนมัติ, แฟลชไร้สาย,
สัมพันธ์กับม่านชัตเตอร์ชุดหลัง และสัมพันธ์กับความเร็วชัตเตอร์สูง
ปรับชดชเยแสงแฟลชได้ +/-2 EV ขั้นละ 0.5 สตอป ตั้งเวลาถ่ายภาพได้ 2
หรือ 10 วินาที มีช่องอินเทอร์เฟส USB 2.0 ความเร็วสูง, DC, รีโมท
และช่อง A/V โดยรับชมภาพทางหน้าจอโทรทัศน์ได้ทั้งระบบ PAL และ NTSC
จัดเก็บภาพด้วยเมมโมรี่การ์ด CF Type I/II ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่
Li-ion NP-400
มีแบตเตอรี่กริปเป็นอุปกรณ์เสริมหามาต่อเพิ่มภายหลังได้
ตัวกล้องมีขนาด 150 x 106 x 75 มม. น้ำหนักเฉพาะบอดี้ 760 กรัม
|