Introduction - บทนำ
เดือนกุมภาพันธ์ปี 2004 ที่ผ่านมา ในงาน PMA 2004 ที่ลาสเวกัส
ประเทศอเมริกา ผมได้พบกับกล้องต้นแบบ FinePix S3 Pro ที่บูธของ
Fujifilm ใส่ไว้ในตู้กระจก
เพียงแค่แรกเห็นผมก็ต้องยอมรับว่ากล้องรุ่นนี้มีการออกแบบภายนอกที่ดูสวยงามมาก
สวยงามน่าใช้กว่า S2 Pro ที่ออกมานานนับปีแล้ว
แม้ว่าส่วนที่เป็นตัวกล้องทางด้านบนยังคงเหมือนเดิมคือ
ใช้พื้นฐานมาจาก Nikon F80 แต่ส่วนล่างมีการออกแบบใหม่หมด

เหนืออื่นใดที่ทำให้ทุกคนสนใจกับ
S3 Pro เป็นพิเศษนั่นคือเรื่อง เซ็นเซอร์ภาพ
เพราะกล้องรุ่นนี้ใช้เซ็นเซอร์แบบ Super CCD SR II
ที่ผลิตโดยฟูจิฟิล์มเอง มีขนาดเซ็นเซอร์ใหญ่ถึง 23 x 15.5 มม.
ให้ความละเอียดแบบ Effective สูงถึง 12.34 ล้านพิกเซล (S-pixel 6.17
และ R-pixel 6.17 ล้านพิกเซล)
โดยเซ็นเซอร์ภาพแบบนี้จะเก็บรายละเอียดของภาพตั้งแต่โทนสว่างจนถึงโทนมืดได้ดีกว่าเซ็นเซอร์ภาพทั่วๆ
ไป โดยเฉพาะส่วนที่เป็นโทนสว่างหรือไฮไลท์
เมื่อเลือกโหมดไดนามิกเร้นจ์แบบ Wide
จะเก็บรายละเอียดในส่วนของโทนสว่างได้ใกล้เคียงกับฟิล์มเนกาตีฟสีทีเดียว
แต่จะมีปัญหาบ้างในเรื่องการบันทึกภาพต่อเนื่อง
เพราะจากการทดสอบพบว่ากล้องจะใช้เวลาบันทึกภาพนานหลายวินาทีจึงจะบันทึกภาพอื่นต่อได้


Fujifilm Finepix S3 Pro
ออกแบบการแสดงผลทางด้านหลังกล้องด้วยจอ LCD พร้อมไฟสีแดงอยู่คู่กับจอ
มอนิเตอร์ LCD ทางด้านล่าง ปรับใช้งานได้ง่ายและรวดเร็วดีมาก โดยจอ
LCD จะแสดงข้อมูลต่างๆ ที่ใช้ในการถ่ายภาพเช่น ความไวแสง
เตือนแบตเตอรี่ ชนิดของเมมโมรี่การ์ด
นับจำนวนภาพที่เหลืออยู่และสามารถบันทึกภาพได้ วันที่และเวลา
หากเลือกเปิดชมภาพ จอ LCD จะแสดงผลสำหรับปุ่มปรับทางด้านล่าง 4
ปุ่มเพื่อแสดงกราฟฮีสโตแกรม ลบภาพ ล๊อคภาพ
หรือแสดงเป็นภาพพรีวิวขนาดเล็ก สำหรับจอแสดงผลข้อมูลการถ่ายภาพอื่นๆ
ยังคงใช้จอ LCD บนตัวกล้องเหมือนเดิม
บริเวณกริปมือจับออกแบบให้โค้งเว้าตามหลักสรีระของมนุษย์
ช่วยให้จับถือกล้องได้ถนัดและกระชับมือดีมาก
ด้านล่างออกแบบเป็นกริปถ่ายภาพแนวตั้ง
มีปุ่มกดชัตเตอร์แนวตั้งมาให้ด้วย
พร้อมสวิตช์ล๊อคเพื่อป้องกันการกดปุ่มชัตเตอร์โดยไม่ตั้งใจ
แรกสัมผัส ในงาน Photokina 2004 ที่เมืองโคโลญจน์ผมได้สัมผัสกับกล้อง
S3 Pro ตัวจริงเป็นครั้งแรกที่บูธของฟูจิฟิล์ม
โดยมีภาพโปสเตอร์ขนาดใหญ่สูงกว่า 3
เมตรเป็นภาพที่ถ่ายจากกล้องรุ่นนี้นั่นเอง หากคุณเคยใช้ S2 Pro
มาก่อนจะรู้สึกได้ทันทีถึงความถนัดและกระชับมือที่ดีกว่าเมื่อได้จับกล้อง
S3 Pro ตัวจริง
บริเวณกริปมือจับทางด้านหน้าและหลังออกแบบให้โค้งเว้ารับกับอุ้งมือได้อย่างเหมาะเจาะไม่ลื่นหลุดง่ายๆ
และเมื่อเปลี่ยนการจับถือกล้องมาเป็นแนวตั้งก็พบว่าจับถือได้ถนัดกระชับมือเช่นเดียวกัน
โดยตำแหน่งของนิ้วโป้งมีการออกแบบให้นูนขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้นิ้วมือเกาะได้อย่างลงตัว
แต่น่าผิดหวังเล็กน้อยตรงที่ไม่มีแป้นหมุนปรับความเร็วชัตเตอร์และรูรับแสงเหมือนกับการถ่ายภาพในแนวนอนตามปรกติ

เมาท์เลนส์ของ Nikon ใช้ได้กับเลนส์ Nikon
เกือบทุกรุ่น ทั้งแมนนวลและออโต้โฟกัส
แต่จะทำงานได้เต็มระบบเมื่อใช้เลนส์รุ่น AF-D
ตัวกล้องออกแบบแข็งแรงทนทาน
เหมาะสำหรับช่างภาพมือสมัครเล่นและมืออาชีพ
ส่วนการเปลี่ยนตำแหน่งจุดโฟกัสด้วยปุ่มกดแบบสี่ทิศทางก็ยังใช้งานได้ดีในการถ่ายภาพแนวตั้ง
แต่อาจจะไม่เหมาะกับคนที่มือเล็กเพราะนิ้วโป้งเอื้อมไปไม่ถึง
เมื่อลองจับถือกล้องถ่ายภาพ
และมองภาพผ่านช่องมองจะสังเกตได้ว่าจอภาพในช่องมองมีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับกล้อง
SLR 35 มม. ทั้งๆ ที่ขนาดเซ็นเซอร์มีขนาดเล็กกว่าฟิล์ม
และใหญ่กว่าช่องมองของดิจิตอล SLR บางรุ่นเช่น NIkon D100
และเมื่อลองกดชัตเตอร์พบว่าทำงานได้นุ่มนวลดีมาก
ส่วนบริเวณอุ้งมือซ้ายจะติดกับฐานกล้องด้านล่างเล็กน้อยเนื่องจากออกแบบให้ใช้แบตเตอรี่แบบ
AA จำนวน 4 ก้อน หากร่นส่วนฐานไปด้านหลังอีกเล็กน้อยจะดีมากทีเดียว
ในการใช้งานจริงจะคล้ายกับกล้อง S1 Pro, S2 Pro หรือ Nikon D100, D70
เพราะใช้พื้นฐานบอดี้แบบเดียวกัน
มีสวิตช์เปิดปิดกล้องอยู่ทางด้านหน้าในตำแหน่งนิ้วชี้
ปรับใช้งานได้รวดเร็วดีมาก
และมีช่องใส่สายลั่นชัตเตอร์แบบกลไกธรรมดามาให้ด้วย
ทางด้านหลังมีการออกแบบใหม่ ดูกลมกลืนเข้ากับตัวกล้องมากกว่าเดิม
โดยมีส่วนที่ยื่นหนาออกมาจากตัวกล้องประมาณ 1 เซ็นติเมตร
ทางซ้ายมีจอแสดงข้อมูลแบบ LCD พร้อมไฟดูข้อมูลสีแดง
ใช้แสดงข้อมูลในการบันทึกภาพเช่น ความไวแสง วันที่ เวลา
จำนวนภาพที่ยังบันทึกได้ ระดับกำลังไฟของแบตเตอรี่
และชนิดของเมมโมรี่การ์ดที่ใช้

ถัดลงไปด้านล่างมีจอมอนิเตอร์ LCD ขนาด 2 นิ้วแบบ TFT ความละเอียด
235,000 พิกเซล แสดงภาพได้เต็ม 100%
และมีความสว่างสูงมองเห็นภาพได้ชัดเจนดีมาก
ทางด้านขวามีแป้นวงกลมซึ่งกดเลือกคำสั่งได้
4 ทิศทาง ในโหมดถ่ายภาพจะใช้เลือกจุดโฟกัส
แต่ในโหมดเปิดชมภาพจะใช้ซูมขยายภาพและเลื่อนดูส่วนต่างๆ ของภาพ
พร้อมทั้งมีสวิตช์ล๊อคเพื่อป้องกันการกดปุ่มโดยไม่ตั้งใจ

ด้านหลังมีฝาครอบช่องบรรจุเมมโมรี่การ์ด
โดยใช้ได้ 2 แบบ ทั้ง
xD Picture Card และ CF หรือ
Microdrive ใช้ได้กับการ์ดความจุสูงเช่น
2 หรือ 4 GB
สามารถใส่การ์ดพร้อมกันทั้งสองชนิดได้
ด้านบนมีแฟลชในตัวแบบป๊อปอัพ
ไกด์นัมเบอร์ 12 (ISO 100) ทำงานระบบ D-TTL
ควบคุมแฟลชลบเงาอัตโนมัติร่วมกับระบบวัดแสงแบ่งพื้นที่ 5 ส่วน
ครอบคลุมเลนส์มุมกว้าง 20 มม. ขึ้นไป สัมพันธ์แฟลชสูงสุด 1/180
วินาที

ฮอทชูสำหรับใช้แฟลชภายนอก ทำงานระบบ TTL
ใช้ได้กับแฟลช รุ่น SB-800, SB-600, SB-28DX, SB-80DX, SB-50DX
หรือใช้กับแฟลชสตูดิโอก็ได้ด้วยช่องซิงค์แฟลขแบบ PC

S3 Pro มีอินเทอร์ เฟสเชื่อมต่อทั้งแบบ USB
2.0 Hi-Speed และ IEEE 1394 ทำให้โหลด ภาพได้เร็ว และยัง
สั่งกล้องถ่ายภาพจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ด้วยซอพท์แวร์
ที่แถมมาให้ฟรี
ทางด้านซ้ายมีช่องอินเทอร์เฟสแบบต่างๆ ให้มาครบครันทีเดียว
ตั้งแต่ช่องต่อสายซิงค์แฟลชแบบ PC
สำหรับใช้กับแฟลชภายนอกเช่นแฟลชสตูดิโอ ช่องต่อรีโมทแบบ 10 จุด
ใช้ได้กับรีโมทของ Nikon ที่มีให้เลือกหลายรุ่นเช่น MC-20, MC-22
หรือ MC-30
ส่วนการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์มีอินเทอร์เฟสทั้งแบบ USB
ซึ่งต่อตรงเข้ากับพริ้นเตอร์เพื่อสั่งพิมพ์ภาพได้ และ IEEE1394
ซึ่งสามารถใช้ควบคุมการถ่ายภาพจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้
โดยใช้ร่วมกับซอพท์แวร์ Fujifilm Hyper-Utility HS-V2
(ที่แถมมาให้เป็นเวอร์ชั่น 3.0)
และเปิดไฟล์ภาพฟอร์แมท RAW
พร้อมกับปรับแต่งภาพได้ตามที่ต้องการไม่ว่าจะเป็น ค่าแสง คอนทราสท์
ไวท์บาลานซ์ โทน ฯ

Fujifilm Finepix S3 Pro
จำหน่ายพร้อมกับซอพท์แวร์ Hyper Utility 2 สามารถเปิดภาพไฟล์ฟอร์แมท
RAW ได้อย่างรวดเร็วทันใจ และเลือกปรับแต่งภาพได้ตามต้องการ อาทิ
ไวท์บาลานซ์ คอนทราสท์ โทนภาพ เป็นต้น และช่วยให้การจัดเก็บภาพ
เปิดชมและซูมขยายภาพทำได้อย่างง่าย ดาย
เลือกแสดงภาพเล็กได้หลากหลายรูปแบบและขนาด
ที่น่าสนใจคือสามารถสั่งควบคุมการถ่ายภาพได้โดยตรง
ใช้ได้กับกล้องรุ่น S3 Pro, S2 Pro และกล้องคอมแพครุ่น S20 Pro
ผ่านอินเทอร์เฟส IEEE1394
โดยภาพที่บันทึกจะจัดเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ของคอมพิวเตอร์
ไม่ต้องห่วงว่าเมมโมรี่การ์ดจะเต็มอีกต่อไป
นอกจากนี้ยังมีช่องวิดีโอสำหรับเปิดชมภาพจากโทรทัศน์และช่อง DC IN
สำหรับใช้ไฟจากภายนอกขนาด 5 โวลท์
และที่ฐานด้านล่างมีช่องบรรจุแบตเตอรี่ AA ชนิด NiMH จำนวน 4 ก้อน
ระบบบันทึกภาพและเมนู
โหมดบันทึกภาพของ
S3 Pro มี 4 อย่างคือ P/S/A/M โปรแกรม, ออโต้รูรับแสง,
ออโต้ความเร็วชัตเตอร์ และแมนนวล
ปรับเลือกความเร็วชัตเตอร์และรูรับแสงด้วยแป้นหมุนวงกลมแบบคู่
รวมทั้งการปรับเลือกคัสตอมฟังก์ชั่นแบบต่างๆ
และเลือกระบบเลื่อนภาพแบบทีละภาพ(S), ต่อเนื่อง(C)
หรือถ่ายภาพซ้อนก็ได้
ก่อนการใช้งานต้องปรับตั้งฟังก์ชั่นที่จำเป็นก่อนโดยกดปุ่ม FUNC
ที่อยู่ด้านข้างจอ LCD หลังกล้อง เช่น ไวท์บาลานซ์ ระดับคุณภาพแบบ
JPEG หรือ RAW ขนาดภาพ 12, 6, 3 หรือ 1 ล้านพิกเซล
และเลือกแบบการจำลองสีเหมือนฟิล์มคือ แบบมาตรฐานหรือแบบ F1
ในสตูดิโอหรือ F2 กลางแจ้ง
นอกจากนี้ยังเลือกปรับแต่งค่าไดนามิกเร้นจ์ โทนสี
และความคมชัดได้อีกด้วย


สำหรับเมนูออกแบบโดยแบ่งออกเป็น 5 ส่วน ปรับใช้ด้วยแป้นกด 4
ทิศทางรูปวงกลมด้านหลังกล้อง มีเมนูที่น่าสนใจหลายอย่างเช่น
การเลือกค่าไดนามิกเร้นจ์แบบปกติหรือแบบกว้าง
เลือกหมุนภาพเป็นแนวตั้งอัตโนมัติ เลือกชนิดของเมมโมรี่การ์ด
และที่น่าสนใจมากคือการปรับให้กล้องแสดงภาพจริงบนจอมอนิเตอร์ LCD
เหมือนกับที่ใช้ในกล้องคอมแพคดิจิตอลทั่วๆ ไป
นับเป็นครั้งแรกที่กล้อง D-SLR
มีฟังก์ชั่นการใช้งานแบบนี้โดยแสดงภาพได้นานครั้งละ 30
วินาทีเป็นภาพขาวดำ นอกจากนี้ยังมีเมนูล้างไฟหรือ Dischard
สำหรับแบตเตอรี่ NiMH ให้ใช้งานด้วย
บทสรุป
ผมได้ใช้งาน Fujifilm Finepix S3 Pro นานประมาณสองอาทิตย์
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่กล้องรุ่นนี้สร้างความประทับใจให้กับผมเป็นอย่างมาก
เช่นระบบออโต้โฟกัสที่รวดเร็ว แต่ต้องใช้กับเลนส์ที่มีมอเตอร์ในตัว
จะใช้ของ Nikon เองหรือจากเลนส์อิสระเช่น Sigma ก็ได้
การออกแบบทำได้ดีจริงๆ
จับถือกล้องได้ถนัดและกระชับมือไม่ว่าจะเป็นแนวตั้งหรือแนวนอน
สำหรับภาพที่ได้มีความคมชัดที่ต้องยอมรับว่ายอดเยี่ยมมาก
แต่ขนาดไฟล์ที่ใหญ่มากถึง 12 ล้านพิกเซล ทำให้การบันทึก
ภาพและจัดเก็บภาพลงเมมโมรี่การ์ดดูจะช้าไปหน่อย
เมื่อลองกับการ์ดชนิดความเร็วสูงเช่น SanDisk Ultra II
พบว่าการบันทึกภาพรวดเร็วมากขึ้น
ส่วนโหมดไดนามิกเร้นจ์แบบกว้าง
สามารถเก็บรายละเอียดของโทนภาพได้กว้างมาก
โดยเฉพาะส่วนที่เป็นโทนสว่างมากๆ
แต่ต้องยอมแลกกับการบันทึกภาพที่ค่อนข้างช้า
ไม่สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องเร็วๆ ได้เมื่อเลือกใช้งานในโหมดนี้
Finepix S3 Pro นับเป็นกล้อง ดิจิตอล SLR ที่น่าสนใจมากจริงๆ
ในตลาดกล้องดิจิตอลวันนี้
จุดเด่นสุดเห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องความละเอียด 12
ล้านพิกเซลที่ให้คุณภาพใกล้เคียงกับฟิล์ม 35 มม. มากที่สุด
และราคาที่ไม่แพงมากเมื่อเทียบกับความคุ้มค่าโดยรวม
อย่างไรก็ตามราคาที่ห่างจากหลักแสนบาทเพียงไม่กี่พันบาท
อาจจะจำกัดผู้ใช้อยู่ในกลุ่มมืออาชีพหรือนักถ่ายภาพที่มีงบมากสักหน่อย
ถ้างบถึงก็ไม่น่า ที่จะลังเลใจครับกับกล้องรุ่นนี้ |