นับจากวันที่แคนนอนเปิดตัว EOS-1Ds
กล้องดิจิตอล SLR ระดับมืออาชีพในปี
2002 ด้วยความละเอียดสูงถึง 11.1
ล้านพิกเซล ในวันนี้ปลายปี 2004
แคนนอนได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่อีกครั้ง
ด้วยการเพิ่มความละเอียดให้สูงขึ้นไปอีกเป็น 16.7 ล้านพิกเซล
ในชื่อรุ่น EOS-1Ds Mark II ใช้เซ็นเซอร์ภาพขนาดเท่าฟิล์ม
35 มม. คือ 24 x 36 มม. แบบ CMOS
ได้ทางยาวโฟกัสของเลนส์เท่ากับฟิล์ม 35
มม. โดยไม่ต้องคูณทางยาวโฟกัสเพิ่มเหมือนกับกล้องดิจิตอล
SLR
ที่ใช้เซ็นเซอร์ภาพขนาดเล็กกว่าฟิล์ม
และยังใช้หน่วยประมวลผลความเร็วสูงแบบใหม่ผลิตโดย Canon
เองเรียกว่า DIGIC II image processor
เซ็นเซอร์ภาพ
CMOS
ออกแบบให้มีไมโครเลนส์ที่อยู่เหนือโฟโต้ไซท์มีขนาดใหญ่กว่าในรุ่น
EOS-1Ds ทำให้ลด
Noise ได้ดีกว่า และชิพที่ออกแบบมาให้มีระบบลด
Noise ในตัว
ทำให้ได้สัญญานภาพที่เคลียร์ก่อนที่จะถูกส่งผ่านไปยังหน่วยประมวลผล
DIGIC II ซึ่งออกแบบใหม่
ทำให้ได้ภาพที่มีการไล่โทนอย่างต่อเนื่องดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการประมวลผลภาพที่รวดเร็วกว่าในรุ่น
EOS-1Ds ถึงสองเท่า
EOS-1Ds Mark II มีโหมดสีให้เลือกใช้งานถึง
5 แบบ พร้อมคัสตอมอีกสองแบบ
และรองรับโหมดสี Adobe RGB ฟอร์แมท DCF 2.0 และ Exif 2.21
EOS-1D Mark II
ปรับไวท์บาลานซ์ได้ละเอียด 9 ขั้น
ปรับชดเชยโทนสีน้ำเงิน สีมาเจนต้าและสีเขียว
พร้อมระบบถ่ายภาพคร่อมไวท์บาลานซ์ 3
สตอป และระบบไวท์บาลานซ์ปรับเลือกใช้งานได้ 10
แบบคือ Auto, daylight, shade, cloudy, tungsten light,
fluorescent light, flash, manual, custom และ personal

EOS-1Ds Mark II กล้องดิจิตอล SLR
ระดับโปรรุ่นนี้มีระบบการทำงานที่รวดเร็วมาก ใช้เวลาเพียง 0.3
วินาทีหลังจากเปิดสวิตช์กล้องก็พร้อมที่จะถ่ายภาพได้ทันที
และยังถ่ายภาพต่อเนื่องได้อย่างรวดเร็วถึง 4
เฟรม/วินาทีที่ความละเอียดสูงสุดติดต่อกันรวดเดียว
32 ภาพที่ฟอร์แมท
JPEG หรือ 11
ภาพที่ฟอร์แมท RAW (เทียบกับรุ่น
EOS 1Ds ที่ถ่ายภาพต่อเนื่องได้
3 ภาพ/วินาที ติดต่อกัน
10 ภาพ)
กรณีที่ใช้ถ่ายภาพในสตูดิโอกล้องรุ่นนี้ถ่ายภาพได้เร็วกว่าช่วงระยะเวลาประจุไฟเต็มของแฟลชสตูดิโอทุกรุ่น
ไม่ต้องกังวลว่าจะถ่ายภาพไม่ทันอีกต่อไป
และมีช่วงความไวแสงกว้างจาก ISO 100 ถึง
1600 แบ่งขั้นละ 1/3
สตอป หรือปรับเพิ่มช่วงความไวแสงเป็น ISO 50
หรือ 3200
โดยปรับตั้งจากคัสตอมฟังก์ชั่น

EOS-1Ds Mark II มีช่วงความเร็วชัตเตอร์
1/8000 ถึง 30 วินาทีและ B
มีช่วงเวลาการลั่นชัตเตอร์ที่สั้นมากเพียง 55
มิลลิวินาที พร้อมด้วยระบบออโต้โฟกัสแบบ 45
จุด ระบบวัดแสงแบ่งพื้นที่ 21 โซน
และระบบแฟลชใหม่ E-TTL II
รวมทั้งคัสตอมฟังก์ชั่นที่มีให้ปรับเลือกใช้งานได้ถึง
20 แบบ เลือกปรับตั้งได้
65 แบบ และฟังก์ชั่นส่วนตัวอีก
27 แบบ
สามารถโหลดฟังก์ชั่นเพิ่มเติมได้จากซอพท์แวร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น
และที่น่าสนใจคือการปรับตั้งคัสรอมฟังก์ชั่นต่างๆ
สามารถบันทึกเก็บเอาไว้ในเมมโมรี่การ์ด
แล้วนำไปใช้กับกล้องตัวอื่นๆ โดยสามารถโหลดการปรับตั้งต่างๆ
มาใช้งานได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาปรับตั้งใหม่อีกครั้ง

เซ็นเซอร์ภาพที่ใช้เป็นแบบ
CMOS ขนาด 36.0 x 24.0 มม. ความละเอียด
16.7 ล้านพิกเซล
Effective นับเป็นกล้องดิจิตอล SLR
ที่ใช้เซ็นเซอร์ขนาดเท่าฟิล์ม 35
มม. ที่มีความละเอียดสูงที่สุดในโลก ขนาดภาพใหญ่สุด
4992 x 3328 พิกเซล
เพียงพอกับการขยายภาพคุณภาพสูงถึงขนาด 16 x 24
นิ้ว หรืองานสิ่งพิมพ์แบบหน้าคู่ที่ความละเอียดในการพิมพ์
300 dpi ระดับความละเอียดปรับตั้งได้
5 แบบคือ
 |
RAW (16.6
megapixels)
Large JPEG (16.6 megapixels)
Medium 1 JPEG (8.6 megapixels)
Medium 2 JPEG (6.3 megapixels)
Small JPEG (4.2 megapixels) |
ไฟล์ฟอร์แมท RAW และ JPEGS
สามารถเลือกบันทึกพร้อมกันหรือแยกจากกันได้

EOS-1Ds Mark II มีระบบแฟลชแบบ E-TTL II
เหมือนกับที่ใช้ในรุ่น EOS-1D Mark II
ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปีนี้ สามารถทำงานระบบแฟลชไร้สายแบบ
E-TTL ได้ร่วมกับแฟลชตระกูล
EX ทุกรุ่น
โดยระบบแฟลชใหม่นี้จะทำการคำนวณแสงต่อเนื่องจากการปล่อยแสงแฟลชออกไปก่อน(พรีแฟลช)
จากนั้นวิเคราะสภาพแสงโดยการแบ่งพื้นที่วัดแสงถึง
17 ส่วน
และคำนวณจากจุดโฟกัสและระยะห่างของวัตถุ
ทำให้ได้ค่าแสงแฟลชที่พอดีสัมพันธ์กับแสงธรรมชาติที่มีอยู่

และเช่นเดียวกับ EOS-1D Mark II
ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา EOS-1Ds Mark II
สามารถบันทึกภาพลงในเมมโมรี่การ์ดได้ 2
แบบคือ Compact Flash (Type I หรือ II) และ SD memory cards
โดยเลือกได้ว่าจะบันทึกภาพสำรองเก็บไว้ในการ์ดอีกอันหนึ่ง
หรือแยกวันทึกภาพลงในการ์ดทีละแผ่นเพื่อให้ได้ภาพจำนวนมากขึ้น
EOS-1Ds Mark II ใช้จอมอนิเตอร์
LCD ขนาด 2
นิ้วที่มีความละเอียดสูงขึ้นเกือบหนึ่งเท่าตัวคือ
230,000 พิกเซล
ทำให้มองเห็นภาพและดูเมนูต่างๆ ได้อย่างชัดเจน แสดงภาพ
100% เต็ม
และแสดงภาพอัตโนมัติทันทีหลังจากที่กดปุ่มชัตเตอร์ถ่ายภาพไปแล้ว
หรือกดปุ่ม display
ทางด้านหลังเพื่อเปิดชมภาพ โดยซูมขยายภาพได้
1.5 ถึง 10 เท่า รวมทั้งหมด
15 ขั้น
และยังปรับความสว่างของจอมอนิเตอร์ดได้อีก 5
ระดับ หากถ่ายภาพแนวตั้ง
เมื่อเปิดชมภาพกล้องจะกลับภาพเป็นแนวตั้งอัตโนมัติ
หรือเลือกปรับหมุนภาพเองแบบแมนนวลก็ได้จากเมนูที่ 90, 270 หรือ 0
องศา
หลังจากถ่ายภาพไปแล้ว มีฟังก์ชั่น RGB
histogram ที่สามารถดูกราฟฮีสโตแกรมได้แบบแยกสามสีคือ แดง เขียว
และน้ำเงิน เพื่อตรวจสอบโทนภาพ ความสว่าง โทนสี
ค่าไวท์บาลานช์ของสี ความิ่มตัวของเฉดสี และการบีบอัดของเฉดสี
ทำให้ช่างภาพสามารถปรับปรุงการถ่ายภาพเพื่อให้ได้ภาพที่ดีที่สุดตามที่ต้องการได้

อินเทอร์เฟสเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์มีแบบ
IEEE1394 (Firewire)
เป็นพอร์ตมาตรฐานสำหรับการใช้งานในระดับมืออาชีพ ถ่ายโอนภาพได้เร็ว
1000 เมกะบิต/วินาที
หรือเปิดชมภาพจากโทรทัศน์ก็ได้ และมีพอร์ต USB
สำหรับการพิมพ์ภาพโดยตรงแบบ Direct Printing
กับเครื่องพิมพ์ภาพแคนนอน BJ Direct หรือโฟโต้พริ้นเตอร์ขนาดเล็ก
และรองรับมาตรฐานการพิมพ์ภาพแบบ PictBridge
สั่งพิมพ์ภาพได้โดยไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์

โครงสร้างของบอดี้ทำจากโลหะแมกนีเซียมอัลลอยด์
แข็งแกร่ง ทนทานและน้ำหนักเบา ชุดชัตเตอร์ใช้งานได้กว่า
200,00 ภาพ (มากกว่ารุ่น
EOS-1Ds 50,000 ภาพ)
เหมาะสำหรับช่างภาพบุคคล ธรรมชาติ ท่องเที่ยว หรือภาพข่าวต่างๆ
มีเลนส์เม้าท์แบบ EF ที่ทำจากโละสเตนเลส
ใช้งานได้เต็มระบบกับเลนส์ตระกูล EF
ของแคนนอน รวมทั้งเลนส์ตระกูล EF-S,
TS-E และ MP-E ส่วนพลังงานพัฒนาให้ใช้กำลังไฟน้อยลง
สามารถถ่ายภาพได้มากถึง 1200 ภาพ มากกว่ารุ่นเดิมถึงหนึ่งเท่าตัว
EOS-1Ds Mark II
มีอุปกรณ์เสริมที่ออกแบบใหม่เรียกว่า Wireless File Transmitter
(WFT-E1A)
ช่วยให้ช่างภาพสามารถถ่ายภาพตรงไปยังคอมพิวเตอร์ได้ในระบบ LAN
ซึ่งเป็นมาตรฐานในเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วๆ ไป ทำงานแบบไม่มีสาย
โดยตัว WFT-E1 transmitter จะมีชุดส่วสัญญานขนาดเล็กในตัว