การออกแบบ
ในการทดสอบผมนำเลนส์มาเปรียบเทียบกัน 3 ตัวคือ EF 700-200 มม. F4L IS USM ที่ได้รับมาจากบริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กับเลนส์ที่ชัตเตอร์ฯ มีอยู่คือ EF 70-200 มม. F2.8L USM และเลนส์ EF 70-200 มม. F4L ซึ่งเป็นเลนส์ ที่ไม่มีระบบ IS ทั้งคู่ เมื่อนำมาวางเรียงกัน เห็นได้ชัดเลยว่า เลนส์ 70-200 มม. F4 ทั้งรุ่นที่มีและไม่มีระบบ IS มีขนาดเท่ากันพอดี โครงสร้างภายนอก เหมือนเดิมเกือบทุกอย่าง ยกเว้นสวิตช์ทางด้านข้าง ที่เพิ่มขึ้นมาถึง 4 ตำแหน่ง เหมือนกับเลนส์ซุปเปอร์เทเลโฟโต้ของแคนนอนที่มีระบบ IS แม้กระทั่งฮูดบังแสง ก็ยังใช้รุ่นเดิมคือ ET-74 อันนี้สร้างความผิดหวังให้กับผมบ้างเล็กน้อย ผิดกับฮูดของเลนส์ EF 70-200 มม. F2.8 ที่เป็นรูปกลีบดอกไม้ ดูสวยงามน่าใช้กว่ามาก หากอยากได้ ฮูดบังแสง แบบกลีบดอกไม้ ต้องซื้อจากผู้ผลิตอิสระ ที่มีทำออกมาหลายราย เลือกรุ่นที่ใช้กับ EF 70-200 F4L จะใช้แทนกันได้
 |
ผมใช้กล้อง EOS 30D ในการทดสอบเลนส์รุ่นนี้ ทำให้ได้ทางยาวโฟกัสเพิ่มขึ้นอีก 1.6 เท่า เนื่องจากขนาดของเซ็นเซอร์ภาพ ที่เล็กกว่าฟิล์ม 35 มม. กลายเป็นเลนส์ซูมขนาด 112-320 มม. เหมาะมากกับการถ่ายภาพสิ่งที่อยู่ในระยะไกล เช่น ภาพบุคคลครึ่งตัว กีฬา หรือแม้กระทั่งภาพสัตว์ป่า เช่น นก ในระยะที่ไม่ไกลมากนัก รวมไปถึง ภาพวิวทิวทัศน์ ที่ต้องการถ่ายภาพแบบเจาะเฉพาะบางส่วนของภาพ ก็ใช้งานได้ดีเช่นกัน
จากการทดสอบ เปรียบเทียบขนาด และน้ำหนัก ระหว่างเลนส์ 70-200 มม. F4 กับ F2.8 รู้สึกได้ทันทีถึงน้ำหนักที่เบามากขึ้น เนื่องจากเลนส์ F4 เบากว่าถึงครึ่งกิโลกรัม ขนาดเลนส์ก็เล็กกว่า โดยเฉพาะเส้นผ่าศูนย์กลาง ที่เล็กกว่าประมาณ 1 เซ็นติเมตร ทำให้จับถือเลนส์ได้ถนัดกระชับมือ ไม่เมื่อยล้า แม้ว่าจะถือกล้อง และเลนส์ถ่ายภาพ เป็นเวลานานๆ หากคุณใช้กล้อง ที่ติดแบตเตอรี่กริป และติดแฟลชรุ่นท๊อป อย่าง Speedlite 580EX ด้วยแล้ว จะรู้สึกว่าน้ำหนักลดลงไปมาก ไม่ต้องแบกของหนักเหมือนเมื่อก่อน แม้ว่าจะมีเลนส์ 70-200 มม. F4 อยู่ แต่ผมเลือกใช้งานน้อยมาก มีเพียงกองบรรณาธิการ ที่นำไปถ่ายภาพ เนื่องจากรูรับแสง F4 ทำให้ใช้ชัตเตอร์ได้ต่ำลง 1 สตอปเมื่อเทียบกับเลนส์ F2.8 แต่หากให้เลือกระหว่าง F4 แล้วมี IS ป้องกันภาพสั่นไหว กับ F2.8 ไม่มีระบบ IS ผมขอเลือก F4 IS แบบไม่ต้องลังเลใจครับ เพราะในแง่ของการใช้ประโยชน์ และการหวังผลนั้น มีมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด คุณภาพก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก แบบลิบลับ ดูจากภาพตัวอย่างที่นำมาให้ชม จะเห็นว่าความคมชัดใกล้เคียงกันมาก เมื่อเปิดรูรับแสงเท่ากัน
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ การจับถือมีความกระชับมือ เนื่องจากที่กระบอกเลนส์ ไม่มีคอลล่าร์ยึดขาตั้งกล้อง ให้เกะกะเหมือนรุ่น F2.8 แต่แคนนอนก็เผื่อพื้นที่ว่างไว้ให้ เพื่อประกอบเข้ากับคอลล่าร์รุ่น A II (W) ซึ่งต้องซื้อเพิ่มต่างหาก หากมีเลนส์รุ่นนี้อยู่ ผมขอแนะนำให้ซื้อคอลล่าร์ครับ เพราะจะช่วยให้กล้อง มีความสมดุลย์เมื่อใช้ขาตั้งกล้อง ยกเว้นว่าคุณใช้กล้องตัวใหญ่ ที่มีน้ำหนักมากอย่างกล้องตระกูล EOS 1D จะไม่จำเป็นต้องใช้คอลล่าร์ เพราะจะทำให้น้ำหนักกล้องถ่วงสมดุลย์ไปทางด้านหลัง ส่วนกล้องตัวเล็กๆ น้ำหนักเบาอย่าง EOS 400D จะเหมาะสมกว่าเมื่อใช้คอลล่าร์ แถมยังถอดออกได้เมื่อไม่ได้ใช้ขาตั้งกล้อง
เมื่อดูส่วนท้ายเลนส์เปรียบเทียบระหว่าง 70-200 มม. F4 รุ่นมี IS กับไม่มี ผมไม่เห็นความแตกต่างมากนัก ยกเว้นหมายเลขเลนส์ ย้ายจากขอบเลนส์ในรุ่นไม่มี IS ไปไว้ที่เม้าส์เลนส์ด้านล่างที่เป็นโลหะสีเงินแทน หากหาหมายเลขเลนส์ไม่เจอ ก็ไม่ต้องแปลกใจครับ เพราะคุณต้องถอดเลนส์ออกมาก่อน ถึงจะพบ และที่ฐานเลนส์ มียางโอริง (ลูกศรชี้สีแดง) ที่ช่วยป้องกันฝุ่นละออง และความชื้น ไม่ให้เล็ดรอด ผ่านเข้าไป ภายในตัวกล้องได้ และที่ท้ายเลนส์ มีตัวอักษรนูนสีทอง IMAGE STARBILIZER แต่เมื่อประกอบกล้องเข้ากับกล้องรุ่น EOS 30D หรือ EOS 400D จะมองเห็นได้ยาก เนื่องจากส่วนของแฟลชป๊อปอัพ ที่ยื่นออกมาบังตัวอักษรนี้เอาไว้พอดี
 |
หากเห็นใครใช้เลนส์ 70-200 มม. F4 แล้วอยากรู้ว่าเป็นรุ่นมี IS หรือไม่ คงต้องดูที่ สวิตช์ทางด้านซ้าย ของเลนส์ ถ้ามี 2 แสดงว่าเป็นเลนส์ธรรมดา แต่ถ้ามี 4 ก็เป็นเลนส์ IS โดยรุ่น IS จะเรียงสวิตช์ปรับการใช้งานสลับกับรุ่นธรรมดา เริ่มจาก สวิตช์เลือกระยะโฟกัส 1.2 เมตร ถึงอินฟินิตี้ กับระยะ 3 เมตรถึงอินฟินิตี้ หากคิดว่าสิ่งที่ต้องการถ่ายภาพ อยู่ในระยะไกลกว่า 3 เมตร ให้ปรับสวิตช์ไปที่ตำแหน่ง 3 เมตรถึงอินฟินิตี้ จะทำให้ช่วงการโฟกัส แคบลง การปรับโฟกัสมีระยะการหมุนเพียง 1 เซ็นติเมตรเท่านั้น ทำให้โฟกัสได้เร็วมากยิ่งขึ้น (1) ถัดมาคือ สวิตช์เลือกโหมดโฟกัสแบบออโต้โฟกัส AF หรือแมนนวลโฟกัส MF (2)
 |
สวิตช์เลือกระบบป้องกันภาพสั่นไหว STARBILIZER อยู่ในลำดับที่สาม ใช้เลือกเปิดปิดการทำงาน (3) หากใช้ขาตั้งกล้อง ระบบเซ็นเซอร์จะตรวจพบว่า ไม่มีการสั่นไหว จะปิด IS อัตโนมัติ สุดท้ายคือ สวิตช์เลือกโหมดการทำงานของระบบ IS การใช้งานทั่วๆ ไป ต้องเลือกที่โหมด 1 ซึ่งเซ็นเซอร์ IS จะตรวจจับการสั่นไหวของเลนส์ ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน แต่ถ้าเลือกไปที่โหมด 2 เซ็นเซอร์จะทำงาน เฉพาะแนวนอน เพื่อลดการสั่นไหว แต่จะไม่ทำงานในแนวดิ่ง เหมาะสำหรับ การถ่ายภาพแพนกล้อง ตามสิ่งเคลื่อนไหว ทำให้โอกาสที่จะได้ภาพคมชัดจากการแพนกล้องมีมากขึ้น หากคุณเคยแพนกล้องถ่ายภาพ ตามสิ่งเคลื่อนไหว ด้วยความเร็วชัตเตอร์ต่ำมากๆ เช่น 1/15 หรือ 1/30 วินาที จะรู้ว่าโอกาสได้ภาพคมชัดยากมาก ต้องแพนกล้องให้มีความเร็ว สัมพันธ์กับทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ และต้องมีการสั่นในแนวดิ่งน้อยที่สุด อาจใช้ขาตั้งกล้องช่วยก็ได้ แต่เมื่อใช้ระบบ IS ที่โหมด 2 คุณสามารถแพนกล้อง ให้ได้ภาพคมชัด โดยไม่จำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้อง
 |
กล้อง Canon EOS 30D เลนส์ EF 70-200 มม. F4L IS
1/30 วินาที f/13, ตั้ง ISO 100 ไวท์บาลานซ์ออโต้, ซูมที่ 200 มม.
ภาพนี้เปิดระบบ Starbilizer ไปที่โหมด 2 เพื่อถ่ายภาพแพนตามนก ที่บินอยู่กลางอากาศ ทำให้ตัวนกคมชัด แต่ฉากหลังพร่ามัว ให้ความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวได้เป็นอย่างดี |
วงแหวนปรับซูม อยู่ในตำแหน่งที่ปรับใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว ตัววงแหวนกว้างประมาณ 2 นิ้ว หุ้มด้วยยางเซาะร่อง ปรับซูมได้ราบเรียบและรวดเร็วดีมาก มีช่วงการหมุนปรับซูม ประมาณ 2 นิ้ว มีเคล็ดลับง่ายๆ ในการจับถือเลนส์ให้นิ่งมากยิ่งขึ้น คือ ใช้นิ้วชี้ประคองเลนส์ ทางด้านหน้า แล้วหมุนปรับซูมด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ จะทำให้ถือกล้อง ได้นิ่งกว่าการใช้อุ้งมือรองกล้อง แล้วปรับซูมด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ ในการทดสอบ จับถือกล้องตามแบบของผม พบว่าใช้ชัตเตอร์ต่ำ 1/15 วินาที แล้วเปิด IS ปรับซูมเลนส์ไปจนสุดที่ 200 มม. ได้ภาพที่คมชัดอย่างน่าพอใจ แต่ถ้าปิดสวิตช์ ภาพจะเบลอมากอย่างเห็นได้ชัด
 |
ทางด้านหน้า มีวงแหวนปรับโฟกัสแบบแมนนวล หุ้มด้วยยางเซาะร่องเช่นกัน และมีช่องพลาสติกใสอยู่ถัดลงมาด้านล่าง ใช้ดูระยะโฟกัส เริ่มจาก 1.2 เมตร ถึง
อินฟินิตี้ แสดงเป็นตัวเลขสีขาว และมีตัวเลขสีเขียวอยู่คู่กันใช้สำหรับหน่วยเป็นฟุต เมื่อปรับโฟกัสชัด จะมีเสียงบี๊บพร้อมกับไฟยืนยันโฟกัสชัด เตือนให้ทราบในช่องมองภาพ หากคุณสายตายาว หรือสั้นมาก จนดูภาพในช่องมองได้ลำบาก ให้ใช้วิธีฟังเสียง และดูไฟสัญญานเตือน ก็สามารถโฟกัสได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ ยังปรับโฟกัสแบบแมนนวล ได้ตลอดเวลา ในขณะที่กำลังใช้ระบบออโต้โฟกัส ทำให้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว สามารถเปลี่ยนจุดโฟกัสได้ทันทีที่ต้องการ
ทางด้านหน้าสุดมีเส้นคาดสีแดง เป็นสัญลักษณ์ของเลนส์เกรดโปรซีรีย์ L ของแคนนอน โดยเลนส์ L จะมีการซีลป้องกันฝุ่นละอองและความชื้น ทำให้ใช้งานได้ ในทุกสภาวะอากาศ และมีชิ้นเลนส์พิเศษเพื่อให้ภาพที่ได้มีคุณภาพสูงสุด สำหรับ เลนส์รุ่นนี้มีชิ้นเลนส์ฟลูออไรด์ 1 ชิ้น และเลนส์ UD อีก 2 ชิ้น
สำหรับการปรับโฟกัสอัตโนมัติ ใช้มอเตอร์แบบ USM หรืออุลตร้าโซนิคมอเตอร์ ที่ทำงานได้อย่างรวดเร็ว ด้วยชุดซีพียูที่อยู่ในตัวเลนส์ออกแบบใหม่ ช่วยให้การประมวลผลเร็วขึ้น และโฟกัสได้เงียบมาก จนแทบไม่ได้ยินเสียง การปรับโฟกัส
ในการใช้งาน คุณสามารถปรับเลือกค่ารูรับแสง ให้คงที่ได้ในทุกช่วงซูม เนื่องจากออกแบบเลนส์ ให้มีรูรับแสงกว้างสุดคงที่ ไม่ว่าจะซูมเลนส์ไปที่ช่วงใดก็ตาม จาก 70 จนถึง 200 มม. เหมาะอย่างยิ่ง กับการเลือกพื้นที่วัดแสง ในระบบบันทึกภาพ แบบแมนนวล เมื่อต้องการวัดแสงเฉพาะส่วนหนึ่งส่วนใดของภาพ เพียงซูมเลนส์ออกไป เมื่อวัดแสงเสร็จก็ซูมเลนส์กลับมา จะได้ค่ารูรับแสงและความ เร็วชัตเตอร์ที่คงเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง
แคนนอน EF 70-200 มม. F4L IS USM ออกแบบให้มีการรับส่งข้อมูล ระยะโฟกัสระหว่างกล้องกับเลนส์ ทำให้ใช้งานได้กับระบบแฟลช E-TTL II ซึ่งสามารถคำนวณปริมาณแสงแฟลช ได้อย่างแม่นยำ แต่ต้องใช้ร่วมกับกล้อง ที่รองรับระบบแฟลช E-TTL II ด้วยเช่น EOS 1D Mark III, EOS 1D Mark II, EOS 1D Mark IIN, EOS 1Ds Mark II, EOS 5D, EOS 30D และ EOS 400D (นับถึงเมษายน 2550)
คุณภาพที่น่าทึ่ง
เลนส์ทั่วๆ ไป หากถ่ายภาพโดยเปิดรูรับแสงกว้างสุด ความคมชัดจะไม่ดีเท่ากับ การใช้รูรับแสงที่แคบลงไปอีก 2 หรือ 3 สตอป แต่สำหรับ Canon EF 70-200 มม. F4L IS ตัวนี้ ผลการทดสอบปรากฏว่า ภาพที่ได้มีความคมชัดดีตั้งแต่รูรับแสงที่กว้างสุดทีเดียว และยังคมชัดสม่ำเสมอ ตั้งแต่กลางภาพไปถึงบริเวณขอบๆ ภาพ ทำได้ดีกว่าเลนส์ขนาดเดียวกัน แต่ไม่มีระบบ IS และเมื่อถ่ายภาพทดสอบ เปรียบเทียบ กับเลนส์ F2.8L โดยใช้แผ่นชาร์จของเกรย์แทค ผลที่ได้การแยกเส้นที่ F4 เท่ากัน เลนส์ F2.8L ดีกว่าเล็กน้อย แต่การทดสอบถ่ายภาพจริงแล้วซูมดูที่ 100% เท่ากัน กลับไม่เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน พูดง่ายๆ คือ ดูไม่ออกนั้นเอง
|
ภาพบน : Canon EF 70-200 F4L IS USM, 1/250 วินาที f/9 |
|
ภาพบน : Canon EF 70-200 F4L IS USM, 1/1000 วินาที f/4 |
|
เลนส์ Canon EF 70-200 มม. F4L IS USM ให้ภาพที่มีความคมชัดสูง แม้ว่าจะใช้รูรับแสงกว้างสุดที่ F4 (ภาพซ้าย) ต่างกับเลนส์ทั่วๆ ไป ที่ความคมชัดจะไม่ดีนักหากใช้รูรับแสงกว้างสุด แม้กระทั่ง เลนส์เกรดโปรด้วยกัน ความคมชัดจะดีมาก ที่ค่ารูรับแสงแคบกว่ากว้างสุด ตั้งแต่ 1 ถึง 3 สตอป |
ทางด้าน สีสันและคอนทราสท์ดีเยี่ยม อย่างไม่มีที่ติ โดยการทดสอบถ่ายภาพที่ฟอร์แมท RAW เปิดภาพด้วย Canon Digital Photo Professional เวอร์ชั่น 3 ที่เพิ่งเปิดให้ดาวน์โหลด มาใช้ได้ฟรีสดๆ ร้อนๆ (หากมีเวอร์ชั่นเก่ากว่า ขอแนะนำให้อัพเกรดครับ) สำหรับการบิดเบือนภาพ มีให้เห็นน้อยมากที่ช่วงเลนส์ 70 จนถึง 135 มม. โดยรวมแล้วแม้ว่าราคา จะสูงกว่ารุ่นเดิมที่ไม่มีระบบ IS แต่เมื่อมองถึง ประโยชน์การใช้งานแล้ว นับว่าคุ้มค่าทีเดียวครับ อย่างไรก็ตามการตัดสินว่า จะเลือกตัวไหนดีระหว่าง F4L IS กับ F2.8L เพราะราคาเท่าๆ กัน ก็ยากที่จะฟันธง ถ้าต้องการถ่ายภาพที่ชัตเตอร์สูง F2.8 ดีกว่า แต่ถ้าต้องถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย
F4L IS ดีกว่าแน่นอนครับ... SP
> อ่านต่อหน้าถัดไป
ซื้อเลนส์รุ่นนี้ คลิ๊กที่นี่ > Buy Now |