FastCounter by bCentral Visitors since Aug 2001

ชมภาพเด่นที่ผ่านมา
ประเพณีวิ่งควาย ชลบุรี
 

 

ประเพณีวิ่งควาย เป็นประเพณีเก่าแก่ดั้งเดิมของจังหวัดชลบุรีเริ่มมีมาแต่สมัยใดไม่มีหลักฐานปรากฏ เมื่อใกล้กับวันออกพรรษา เดือน 11 ชาวสวน ชาวนา ชาวไร่จะจัดกิจกรรมวิ่งวัว วิ่งควายขึ้น โดยสมัยก่อนชาวบ้านจะใช้ทั้งม้า วัว ควาย ช่วยทำงาน แต่เนื่องจากการเลี้ยงม้าจำเป็นต้องมีผู้ดูแลเลี้ยงดูเป็นอย่างดีทำให้มีภาระมาก และปัจจุบันก็มีแต่วัวนมและวัวเนื้อ วัวพันธุ์ที่ใช้ทำงานลดเหลือน้อยลงทุกที แกษตรกรชาวบ้านทั่วไป จึงนิยมเลี้ยงควายเพื่อใช้งานแทน ซึ่งก็มีจำนวน น้อยลงเนื่องจากเกษตรกรใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงานควาย ปัจจุบันจึงคงเหลือแต่ ประเพณีวิ่งควาย ปรากฏให้เห็นและถือเป็นประเพณี ีของจังหวัดชลบุรีที่มีอยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย

ประเพณีวิ่งควายเป็นกิจกรรมฉลองงานบุญอย่างหนึ่ง เมื่อถึงวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ชาวบ้านจะเตรียมปัจจัยไทยธรรมบรรทุกเกวียนไปวัด เพื่อช่วยกันจัดเตรียมงานที่ศาลาวัดสำหรับการเทศน์มหาชาติในวันรุ่งขึ้น เนื้อเรื่องที่ใช้ในการแสดงเทศน์มหาชาติคือ เวสสันดรชาดก ซึ่งกล่าวึงพระประวัติในอดีตชาติชององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนจะประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ มีทั้งหมด 13 ตอน หรือ 13 กัณ? โดยเริ่มจากกัณฑ์ทศพรร สำหรับเกวียนที่ใช้บรรจุปัจจัยไทยธรรมมี 13 เล่ม ควายที่ใช้เทียมเกวียน 26 ตัว และเมื่อมีผู้คึนมาชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก กิจกรรมต่าง ๆ จึงเกิดขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมนี้จะมีควายมาชุมนุมกันเป็นจำนวนมากด้วย ประเพณีวิ่งควายจึงเกิดขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมนี้จะมีควายมาชุมนุมกันเป็นจำนวนมากด้วย ประเพณีวิ่งควายจึงเกิดขึ้นและถือเป็นเอกลักษณืของท้องถิ่นชลบบุรี โดยมีประวัติดความเป็นมาดังนี้

เมื่อประมาณ 100 ปีเศษมาแล้ว ณ วัดใหญ่อินทาราม พระอารามหลวง ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนเจตน์จำนง เจ้าอาวาส ตลอดจนอุบาสกและอุบาสิกาของวัดได้มาปรึกษาหารือกันและมีความเห็นพ้องต้องกันว่า ควรจัดให้มีเทศน์มหาชาติเป็นงานประจำปี ณ วัดแห่งนี้ โดยกำหนดเอาเวลารุ่งอรุณของวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันพระและวันออกพรรษา เป็นเวลาเริ่มการเทศน์มหาชาติทศพรโดยในปีแรกนั้นผู้รับเป็นเจ้าของกัณฑ์เทศน์ส่วนมากเป็นชาวนาและชาวสวน งสมัยนั้นนิยมใช้อาหารพื้นเมืองเป็นเครื่องติดกัณฑ์เทศน์ เช่น ข้าวเปลือก ข้าวสาร หมาก มะพร้าว กล้วย อ้อย ฟักเขียว ฟักทองและปลาแห้ง เป็นต้น ดังนั้นการที่จะนำเครื่องกัณฑ์เทศน์ดังกล่าวมาที่วัด จึงจำเป็นต้องใช้เกวียน โดยใช้พื้นเกวียนส่วนล่างเป็นที่บรรจุของ ส่วนด้านบนใช้ไม้ขัดเป็นรอดวางแคร่ให้คนแก่ ผู้หญิง และเด็กนั่ง และมีประทุนครอบกันแดดกันฝนอีกชั้นหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีการตกแต่งเกวียนของตน ให้แลดูสวยงาม เป็นต้น่า ที่หน้าประทุน ก็ร้อยดอกไม้เป็นม่านห้อย และใช้หน่อกล้วยกับตนอ้อยผูกขนาบสองข้าง และมีทะลายมะพร้าว และทะลายจากประดับให้ดูงามตาม ตอนท้ายเกวียนก็มีการตกแต่งประดับประดาด้วยเช่นกัน เมื่อเกวียนมาถึงวัดพร้อมกันแล้ว ตกบ่าย คนขับเกวียนก็จะชวนกันขี่ควายไปยังสระบัว ซึ่งเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ มีดอกบัวขึ้นเต็ม อยู่ห่างจากวัดไปทางทิศเหนือเป็นระยะทางไกลมาก เพื่อให้ควายได้กินและอาบน้ำในสระ

เมื่อมีคนขี่ควายไปชุมนุมพร้อม ๆ กันจำนวนมากเช่นนั้น จึงเกิดมีคนนึกสนุกท้าผู้อื่นให้ขี่ควายแข่งประลองฝีเท้ากัน ดูว่าควายของใครจะมีฝีเท้าเร็วกว่ากัน ดังนั้นเมื่อถึงวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ของปีต่อ ๆ มา ควายเทียมเกวียนที่บรรทุกเครื่องเทศน์กัณฑ์เทศน์มาวัด (เจ้าของกัณฑ์ที่เป็นคนในตลาดก็ตกแต่งเกวียนเข้าร่วมเช่นเดียวกัน) จึงถูกนำออกมาวิ่งในตลาดให้คนชมจนทำให้เจ้าของควายที่อยู่ตำบลใกล้เคียงต้องกาครนำควายของตนมาร่วมวิ่งแข่งขันกันบ้าง ตลอดจนอาจมีบางคนนำควาายของตนมาวิ่งแก้บนในปีต่อ ๆ มา ควายจึงมีจำนวนเพิ่มขึ้น ๆ ทุกปี ส่วนคนที่อยู่ตามอำเภอต่าง ๆ ก็พากันมาดูงานวิ่งควาายมากขึ้นจนกลายเป็นประเพณี และภายหลังได้เปลี่ยนเวลาจากตอนบ่ายมาเป็นตอนเช้าและจำนวนควายก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 100 ตัว

สำหรับวัวและควายที่นำมาวิ่งนั้น เจ้าของจะใช้ด้ายดิบสีขาวสลับสีแดงหรือใช้ผ้าสีคาดหน้าผากระหว่างเขาทั้งสองข้าง และใช้กระดาษแข็งตัดเป้นรูปใบโพ ปิดทับด้วยแผ่านโลหะสีฉลุสลับสี เป็นลวดลายห้อยไว้ระหว่างหน้าผาก ส่วนเขาทั้งสองข้างถูกสวมด้วยถุงซึ่งเย็บด้วยผ้าสีต่าง ๆ ปลายเขาติดพู่ ถ้ามิได้สวมถุง ก็ใช้น้ำมันทาเขาให้เป็นเงา ที่คอผูกกระดิ่งใบใหญ่ เวลาควายวิ่งจึงมีเสียงดังสนั่น

ในอดีตสภาพตลาดชลบุรี ยังไม่เจริญเหมือนทุกวันนี้ เกวียนที่บรรทุกสินค้ามาจำหน่ายในเมือง จึงพักเกวียนอยู่ตามลานวัดใกล้เคยงกับตลาดที่ติดต่อค้าขายกัน ที่บริเวณข้างวัดใหญ่อินทาราม และข้างวัดต้นสนมีสถานที่ของเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งชาวบ้านนิยมใช้เป็นที่พักเกวียนเพื่อขนถ่ายสินค้า ชาวบ้านเรียกกันว่า ตลาดท่าเกวียน ทุกวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน11 และวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 (วันออกพรรษา) จะมีชาวบ้านนำสินค้ามาจำหน่ายในตลาดกันเป็นจำนวนมาก และนำควายมาพักไว้ในบริเวณวัด หรือไม่ก็จูงควายเข้ามาเที่ยวตลาด โดยแต่งตัวให้สวยงามทั้งคนและควาย เพื่อเป็นการทำชวัญควาย แการแต่งควายจึงวิจิตรพิสดารไปตามความคิด เช่น ทำถุงสวมเขาควาย ตกแต่งเชือกจูงควาย และหวายเฆี่ยนควาย ตลอดจนทำกระบังแต่งหน้าควาย เป็นต้น การจูงควายเข้าเที่ยวตลาดเพื่อจับจ่ายซี้อของตามความประสงค์ตลอดจนนำควายวิ่งไปรอบ ๆ ตลาดด้วยความสนุกสนานนี้เองที่ต่อมาได้กลายเป็นประเพณีวิ่งควายตามลานวัดต่าง ๆ ซึ่งเมื่อถึงวันแข่งวิ่งควาย ชาวบ้านจะนำควายมาพักก่อนที่จะนำควายเข้าวิ่งแข่งขัน ในระหว่างปีกากควายเกิดการเจ็บป่วย เจ้าของควายก็จะบนบานศาลกล่าวด้วยการนำควายมาวิ่งแก้บน จนกลายเป็นพระเพณีสืบต่อกันมาจนทุกวันนี้

ภาพทางด้านบนนี้ถ่ายในวันที่ 27 เดือนตุลาคม 2547 เป็นปีที่ 133 ถ่ายภาพในมุมตรงที่ควายวิ่งเข้าเส้นชัย มุมภาพย้อนแสงตรงๆ แต่เลนส์ที่ใช้มีฮูดบังแสงจึงไม่มีปัญหาเรื่องของแสงฟุ้งหรือแสงแฟลร์ ซูมเลนส์ไปที่ช่วงเทเล 300 มม. เมื่อคูณ 1.5 จะเทียบเท่ากับเลนส์ 450 มม. เปิดรูรับแสงกว้างสุดเพื่อให้ได้ความเร็วชัตเตอร์สูงพอที่จะหยุดการเคลื่อนไหวให้หยุดนิ่งได้ และใช้ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบต่อเนื่องติดตามการเคลื่อนที่ ทำให้ได้ภาพที่คมชัด


ถ่ายภาพ : ประสิทธิ์ จันเสรีกร
กล้อง Nikon D1x เลนส์ Sigma APO 120-300 มม.
1/800 วินาที f/2.8, ตั้ง ISO 125, ไวท์บาลานซ์แสงอาทิตย์


 

 


 


Copyright 1998-2004 IMAGE FOCUS Ltd.,Part. 493/49 Pracharaj 2 Rd. Bangsue Bangkok 10800 THAILAND Tel. 66-2911-5264

  s