นับตั้งแต่ที่มีการคิดค้นการถ่ายภาพจนปรากฏภาพถ่ายแรกของโลกที่เรารู้จักและมีหลักฐานมาถึงวันนี้ในปี
ค.ศ. 1825 หรือเกือบ 200 ปีมาแล้ว
กล้องถ่ายภาพมี
วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงมาอย่างช้าๆ

เริ่มจากกล้องสำหรับผู้ใช้ทั่วๆไปตัวแรกของโลก
คือ Daguerrotype ในปี ค.ศ. 1839
จำหน่ายในราคาประมาณ 50 ดอลล่าร์สหรัฐ

กระทั่งปี 1900 หรือประมาณหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา
โกดักก็เปิดตัวกล้องถ่ายภาพรุ่น Brownie
สามารถโหลดฟิล์มได้
และมีช่องมองภาพเป็นอุปกรณ์เสริมใส่ไว้ทางด้านบน
ราคากล้องรุ่นนี้เพียง 1
ดอลล่าร์สหรัฐได้รับความนิยมอย่างมาก
แต่ก็เป็นกล้องที่หายากมากในปัจจุบันการ
ถ่ายภาพระบบดิจิตอลถือกำเนิดขึ้นเมื่อมีการคิดค้น
CCD สำหรับใช้บันทึกในกล้องวิดีโอเมื่อปี ค.ศ.
1970 ถัดมาอีกเพียงปีเดียวก็มีการส่งข้อความทาง
อีเมล์เป็นครั้งแรกของโลก โดย Ray Tomlinsn

ในปี 1974
ก็มีการใช้เทคโนโลยี CCD
ร่วมกับกล้องเทเลสโคบขนาด 8 นิ้ว
บันทึกภาพดวงจันทร์ด้วยระบบดิจิตอลเป็นภาพแรกที่ความละเอียด
100 x 100 พิกเซล

ปี 1976
Canon ได้ประดิษฐ์กล้องถ่ายภาพ 35 มม. SLR
ตัวแรกของโลกที่มีไมโครโปรเซสเซอร์รุ่น AE-1
สำหรับการประมวลผลและควบคุมการทำงาน
ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกล้องระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สมบูรณ์แบบในวันนี้
อีกห้าปีต่อมา Pentax ก็ผลิตกล้องรุ่น ME-F
ที่ใช้เลนส์ออโต้โฟกัสในกล้อง SLR
เป็นตัวแรกของโลก

ปี 1981 Sony
เปิดตัวกล้องถ่ายภาพที่ถอดเปลี่ยนเลนส์ได้
ถ่ายภาพแบบอิเล็กทรอนิกส์ไม่ต้องใช้ฟิล์ม
แต่ยังไม่ใช่กล้องดิจิตอล
เป็นเพียงกล้องโทรทัศน์หรือกล้องภาพนิ่งวิดีโอ
จัดเก็บภาพด้วยแผ่นฟล็อปปี้ดิสก์ขนาด 2 นิ้ว
ใช้ชื่อว่า Sony Mavica (Megnetic Video Camera)
บันทึกด้วย CCD ให้ภาพที่มีความละเอียด 570 x
490 พิกเซล (ขนาดของชิพคือ 10 x 12 มม.)
ความไวแสงเทียบเท่า ISO 200 ปี


1984 Canon
ได้ทดลองใช้กล้องภาพนิ่งวิดีโอระดับมืออาชีพเป็นครั้งแรกในโอลิมปิกที่ลอสแองเจอลิส
หลังจากบันทึกภาพแล้วมีการส่งภาพกลับไปที่ประเทศญี่ปุ่นผ่านทางสายโทรศัพท์ในเวลาที่ต่ำกว่า
30 วินาที
จากนั้นก็พิมพ์เป็นภาพข่าวในหนังสือพิมพ์
Yomiuri
ซึ่งพิมพ์ออกจำหน่ายในขณะที่การแข่งขันยังไม่เสร็จสิ้น
สร้างความฮือฮาได้เป็นอย่างมาก

ปี 1986
หรืออีกสองปีต่อมา Canon
ก็ผลิตกล้องภาพนิ่งวิดีโอออกจำหน่ายให้กับนักถ่ายภาพมืออาชีพเป็นครั้งแรก
ในรุ่น RC-701
โดยมีกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ช่างภาพข่าวเป็นหลัก
ช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้น โดยชื่อรุ่น RC
มาจากคำว่า Realtime Camera
หรือกล้องที่ได้ภาพทันทีนั่นเอง มีเลนส์ซูมขนาด
11-66 มม. f/1.2 ราคา 3,000 ดอลล่าร์สหรัฐ
แต่ถ้ารวมอุปกรณ์รับส่งภาพทางสายโทรศัพท์ครบชุดจะมีราคา
27,000 ดอลล่าร์สหรัฐ ขนาดของ CCD คือ 6.6 x 8.8
มม. ความละเอียด 187,200 พิกเซล
ถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็ว 1-10 เฟรม/วินาที
ถอดเปลี่ยนเลนส์ได้และกล้องรุ่นนี้ได้ถูกช่างภาพข่าว
Tom Dillon ของหนังสือพิมพ์ USA Today
ถ่ายภาพและตีพิมพ์เป็นภาพข่าวสีภาพแรกที่บันทึกด้วยกล้้องภาพนิ่งวิดีโอ
โดยบรรณาธิการภาพข่าวได้เห็นภาพดังกล่าวหลังจากที่ช่างภาพบันทึกไปแล้วในเวลาเพียง
12 นาทีเท่านั้น ทางสมาคมนักข่าวของอเมริกาเล็งเห็นประโยชน์ของภาพดิจิตอลกับงานข่าวจึงวางแผนที่จะเปลี่ยนการส่งภาพข่าวจากระบบอะนาล็อกมาเป็นดิจิตอลเพราะช่วยประหยัดเวลาในการส่งภาพได้ถึง
90% ทีเดียว

ปี 1987
Minolta
ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการออกแบบดิจิตอลแบคสำหรับใช้กับกล้องรุ่น
7000 และ 9000 ซึ่งเป็นกล้องใช้ฟิล์ม โดยใช้ CCD
รับภาพขนาด 2/3 นิ้ว ความละเอียด 640 x 480
พิกเซลในชื่อรุ่น Minolta SB-70S และSB-90S
นับจากนั้นเป็นต้นมาผู้ผลิตกล้องถ่ายภาพและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างให้ความสนใจและผลิตกล้องถ่ายภาพนิ่งวิดีโออย่างต่อเนื่อง
เช่น โอลิมปัสผลิตกล้องรุ่น V-100 ในปี 1987 ใช้
CCD ขนาด 1/2 นิ้ว ความละเอียด 360 K เลนส์ซูม
9-27 มม. f/2.8 ความไวแสง ISO 100 ปี 1988
Fujifilm ผลิตกล้องภาพนิ่งวิดีโอ รุ่น DS-1P
ที่จัดเก็บภาพด้วยการ์ดดิจิตอลแทนที่แผ่นฟล็อปปี้ดิสก์เป็นครั้งแรกด้วย
CCD ความละเอียด 400K เลนส์ 16 มม. f/5.6
ต่อมาภาพอิเล็กทรอนิกส์เริ่มมีความละเอียดที่สูงขึ้น
จึงมีการกำหนดมาตรฐานของไฟล์ภาพเพื่อให้มีขนาดที่เล็กลง
ใช้เนื้อที่การจัดเก็บน้อยและส่งภาพได้รวดเร็วขึ้น
โดย Joint Photographic Expert Group
มีชื่อย่อว่า JPEG กำหนดมาตรฐานนี้ในปี 1988

ปี 1991
NiKon ผลิตกล้องภาพนิ่งวิดีโอแบบ SLR
เป็นครั้งแรกในจำนวน 100 ชุด ใช้เซ็นเซอร์ CCD
ขนาด2/3 นิ้ว ความละเอียด 380 K ความไวแสง ISO
400-1600 เลนส์ซูม 10-40 มม. f/1.4
หรือเลนส์เม้าท์ F ร่วมกับอะแดปเตอร์
บันทึกภาพแบบโมโนโครมหรือขาวดำ ราคา 20,300 US

ปี 1990
Logitech FotoMan
ได้ผลิตกล้องดิจิตอลเป็นตัวแรกของโลกในชื่อรุ่น
Dycam Model 1 บันทึกภาพขาวดำได้ 32 ภาพ
เก็บไว้ในหน่วยความจำขนาด 1 MB
ที่อยู่ในตัวกล้อง ด้วยเซ็นเซอร์ภาพ CCD ขนาด
1/3 นิ้ว ให้ขนาดภาพ 376 x 240 พิกเซล
เลือกฟอร์แมทภาพได้ 2 แบบ คือ TIFF หรือ PICT
เลนส์ขนาด 8 มม. มีแฟลชในตัว
สามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์พีซีเพื่อโหลดภาพได้

ปี 1990
ในงาน Photokina
โกดักได้เรียกความฮือฮาให้กับวงการถ่ายภาพอาชีพ
ด้วยการเปิดตัวกล้องดิจิตอลรุ่น DCS-100
เป็นกล้อง SLR ที่นำเอา Nikon F3
มาดัดแปลงวางจำหน่ายในปี 1991 ด้วยราคา 30,000
ดอลล่าร์สหรัฐ กล้องรุ่นนี้ใช้เซ็นเซอร์ CCD
ความละเอียด 1.3 ล้านพิกเซล ขนาดภาพใหญ่สุด 1024
x 1280 พิกเซล ซึ่งถือว่าสูงมากในยุคนั้น
จุดเด่นของกล้องรุ่นนี้คือใช้คุณสมบัติของกล้อง
F3 ซึ่งเป็นกล้อง SLR ระดับมืออาชีพ
ความไวในการรับแสงเทียบเท่า ISO 100
ใช้เลนส์เม้าท์ Nikon
ถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ปรับโฟกัสแบบแมนนวล
การใช้งานต้องต่อสายเคเบิลเข้ากับชุดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ภายนอกที่มีหน่วยความจำขนาด
200 MB มีให้เลือก 2 รุ่นคือบันทึกภาพสีและขาวดำ
ชุดอุปกรณ์ภายนอกมีปุ่มควบคุมการทำงานและจอมอนิเตอร์ขาวดำ
ทำให้เห็นภาพได้ทันทีหลังจากถ่ายภาพไปแล้ว
โดยซูมขยายภาพเพื่อดูรายละเอียดต่างๆได้ด้วย

ปี 1991
โกดัก เปิดตัวดิจิตอลแบคสำหรับกล้องขนาดกลาง
Hasselblad
เพื่องานถ่ายภาพในสตูดิโอแทนการใช้ฟิล์ม
โดยใช้กับกล้องรุ่น 553 ELX
ที่มีมอเตอร์ในตัวใช้เซ็นเซอร์ CCD
ความละเอียดสูง ขนาดภาพที่ได้คือ 2048 x 2048
พิกเซล ความไวแสง ISO 300 ชัตเตอร์ 1-1/125
วินาที แสดงสีได้ 14 บิต/สี ใช้อินเทอร์เฟสแบบ
SCSI 2 เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์แมคอินทอชรุ่น
Quadra

ปี 1992
โกดัก เปิดตัวกล้องดิจิตอล SLR ใหม่อีกครั้งใน
Photokina โดยใช้บอดี้ Nikon F801s
ที่เป็นกล้องระบบออโต้โฟกัส
กล้องรุ่นนี้มีฮาร์ดไดรว์ที่ใช้จัดเก็บภาพในตัว
ขนาดจึงดูใหญ่โตโดยมีฐานบอดี้ที่สูงขึ้นมาก
มีให้เลือก 2 รุ่น คือ DCS 200C ถ่ายภาพสีและ
DCS 200M ถ่ายภาพขาวดำ ความละเอียด 1.54
ล้านพิกเซล ใช้ได้กับเลนส์และแฟลชของ Nikon
แต่ต้องคูณทางยาวโฟกัสเพิ่มเนื่องจาก CCD
มีขนาดเล็กมาก หากใช้เลนส์ 28 มม.
จะเทียบเท่ากับเลนส์ 80 มม.ของกล้อง 35 มม.
ความไวแสง ISO 50-400 สำหรับภาพสีและ ISO
100-800 สำหรับกล้องขาวดำ

ปี 1994
Apple Computer
ได้สร้างความตื่นตัวให้กับวงการถ่ายภาพด้วยการเปิดตัวกล้องดิจิตอลรุ่นแรกของโลกที่ออกแบบสำหรับผู้ใช้ทั่วๆไป
ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่กว่ากลุ่มผู้ใช้มืออาชีพมาก
ใช้ชื่อรุ่นว่า Apple Quick Take 100
ราคาจำหน่ายเพียง 749 ดอลล่าร์สหรัฐ (เวลานั้นค่าเงินบาทไทยประมาณ
25บาท/ดอลล่าร์สหรัฐ) ใช้เซ็นเซอร์ CCD
ความละเอียด 640 x 480 หรือประมาณสามแสนพิกเซล
เปิดชมภาพจากคอมพิวเตอร์พีซีได้เต็มจอมอนิเตอร์พอดี
เลนส์มีขนาดคงที่ 50 มม.
มีแฟลชในตัวจัดเก็บภาพด้วยหน่วยความจำในตัวกล้อง

ปีเดียวกันโกดักก็เปิดตัวกล้องดิจิตอล SLR
รุ่นใหม่ NC 2000 ใช้บอดี้ Nikon F90
ซึ่งเป็นกล้องออโต้โฟกัสระดับมืออาชีพ
ออกแบบมาสำหรับนักข่าวโดยเฉพาะ ใช้ CCD ขนาดภาพ
1024 x 1280 พิกเซล ความไวแสงเทียบเท่า ISO
200-1600
ทำให้วงการหนังสือพิมพ์เริ่มเปลี่ยนมาใช้กล้องดิจิตอลกันขนานใหญ่
โดยจำหน่ายในราคา 16,950 ดอลล่าร์สหรัฐ
ต่อมาก็เปลี่ยนไปใช้บอดี้ Nikon F90x
ใช้ชื่อรุ่นว่า DCS 420

ค่ายฟูจิฟิล์มก็ร่วมมือกับนิคอนเปิดตัวกล้องดิจิตอล
SLR เช่นกันในชื่อรุ่น Fuji DS-505 และ DS-515
ส่วน Nikon ใช้ชื่อรุ่น E2 และ E2S ใช้ CCD ขนาด
2/3 นิ้ว ขนาดภาพ 1280 x 1000 พิกเซล
ความไวแสงสูงสุด ISO 800 และ 1600
ปี 1995
โกดักได้ปลุกกระแสทางด้านภาพดิจิตอลครั้งใหญ่
โดยการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ของโกดักที่เรียกว่า
โฟโต้ซีดี
เพียงส่งฟิล์มเนกาตีฟสีหรือฟิล์มสไลด์สีไปสแกนลงแผ่นซีดีรอม
ก็จะได้ภาพดิจิตอลสำหรับนำมาใช้งานทันที
ซึ่งในปีเดียวกันนิตยสารชัตเตอร์ฯ
ก็ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับ โฟโต้ซีดี
ด้วยการนำภาพจากฟิล์มสไลด์ไปทำเป็นโฟโต้ซีดีแล้วนำภาพมารีทัชซ้อนฉากหลังเข้าไป
จากนั้นตีพิมพ์เป็นภาพหน้าปก

ปีเดียวกันโกดักร่วมมือกับแคนนอนเป็นครั้งแรกในการผลิตกล้องดิจิตอล
SLR ในชื่อรุ่น EOS DCS 3 ใช้บอดี้ EOS-1N
ซึ่งเป็นกล้องระดับมืออาชีพรุ่นสูงสุดของแคนนอนในยุคนั้น
โดยใช้เซ็นเซอร์ภาพขนาด 16.4 x 20.5 มม.
ความละเอียด 1.3 ล้านพิกเซล แสดงสีได้ 36 บิต (RGB)
ขนาดภาพ 1268 x 1012 พิกเซล ความไวแสง ISO 200 -
1600 และอีกรุ่นคือ EOS DCS - 1
เป็นกล้องที่มีความละเอียดสูงมากถึง 6
ล้านพิกเซล ใช้ CCD ขนาด 18.4 x 27.6 มม.
ขนาดภาพ 3,060 x 2,036 พิกเซล
จัดเก็บภาพด้วยฮาร์ดดิสก์ชนิดถอดออกได้ ความจุ
340 MB บันทึกภาพความละเอียดสูงได้ 53 ภาพ

ปีเดียวกัน
Casio
ได้เปิดตัวกล้องดิจิตอลสำหรับผู้ใช้ทั่วๆไปที่มีจอมอนิเตอร์ในตัวเป็นรุ่นแรกของโลก
จุดเด่นที่ไม่เหมือนใครคือส่วนของเลนส์ปรับพลิกหมุนได้
ใช้เซ็นเซอร์ CCD ขนาด 1/5 นิ้ว ความละเอียด 460
x 280 พิกเซล มีหน่วยความจำในตัวจัดเก็บภาพได้
96 ภาพ
มีช่องวิดีโอสำหรับเปิดชมภาพจากโทรทัศน์หรือเครื่องบันทึกวิดีโอเปิดชมภาพได้จากจอมอนิเตอร์
เลือกดูทีละภาพหรือภาพเล็ก 4/9 ภาพ

ทางด้านฟูจิฟิล์มก็เปิดตัวกล้องดิจิตอลรุ่น
DS-220 ระบบออโต้โฟกัสมีเลนส์ซูมในตัวขนาด 36 x
72 มม. มีแฟลชในตัวใช้ CCD ขนาดภาพ 640 x 480
พิกเซล
และมีอุปกรณ์เสริมเป็นจอมอนิเตอร์สำหรับดูภาพต่อเข้าทางด้านข้าง

สำหรับ
Minolta ได้เปิดตัวกล้องดิจิตอล SLR ในรุ่น RD -
175 ใช้บอดี้จากกล้อง 35 มม. SLR รุ่น 500si
เซ็นเซอร์ภาพ CCD ความละเอียด 380 K ขนาดภาพ
1528 x 1146 พิกเซล ใช้ได้กับเลนส์ และแฟลชของ
Minolta

Ricoh
ผู้ผลิตกล้องถ่ายภาพอีกรายได้ผลิตกล้องดิจิตอลที่สร้างความแปลกใหม่
ในรุ่น RDC-1
เป็นกล้องตัวแรกของโลกที่ถ่ายได้ทั้งภาพนิ่ง
และภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียง มีจอมอนิเตอร์ LCD
ขนาดใหญ่ถึง 2.5 นิ้ว จัดเก็บภาพ
และเสียงด้วยพีซีการ์ดขนาด 24 MB

ปี 1996
นับเป็นปีที่มีกล้องดิจิตอลจากผู้ผลิตรายต่างๆ
มากขึ้น อาทิ Agfa ePhoto 307 ความละเอียด 3
แสนพิกเซล Canon PowerShot 600 เซ็นเซอร์ CCD
ขนาด 1/3 นิ้ว ความละเอียด 5 แสนพิกเซล Casio QV
- 300 ความละเอียด 3 แสนพิกเซล Kodak DC 20
กล้องดิจิตอล ราคาประหยัด ความละเอียด 1.8
แสนพิกเซล มีหน่วยความจำในตัวขนาด 1 MB Fuji DS
- 8 เซ็นเซอร์ 1/3 นิ้ว ความละเอียด 3 แสนพิกเซล

ส่วนกล้องคอมแพคความละเอียดสูงก็มี Kodak DC -
120 ความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซล
มีจอมอนิเตอร์ทางด้านหลัง เลนส์ซูมขนาด 38 - 114
มม. f/2.5 นอกจากนี้ Konica และ Kyocera
ก็ได้เปิดตัวกล้องดิจิตอลของตัวเองเป็นครั้งแรกในปีนี้
โดยมีความละเอียด 3 แสนพิกเซล หรือ 640 x 480
พิกเซล เหมือนกล้องคอมแพคดิจิตอลทั่วๆไป

Nikon
ก็สร้างความแปลกใหม่ด้วยการเปิดตัวกล้อง Coolpix
100 เซ็นเซอร์ 1/3 นิ้ว ใช้ CCD ที่ให้ขนาดภาพ
512 x 480 พิกเซล เลนส์ 52 มม.
หลังจากถ่ายภาพแล้วนำกล้องไปเสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค
ทางช่อง PCMCIA เพื่อโหลดภาพได้ทันที และมีรุ่น
Coolpix 300 ความละเอียด 3 แสนพิกเซล
มีจอมอนิเตอร์ทางด้านหลัง

ในปีเดียวกันนี้ Olympus
ได้เปิดตัวกล้องดิจิตอลรุ่น D - 200 L ใช้ CCD
ความละเอียด 3 แสนพิกเซล
และรุ่นอื่นๆอีกหลายรุ่น รวมทั้งรุ่น 800 L
ที่มีความละเอียด 8 แสนพิกเซล
ซึ่งชัตเตอร์ฯก็ได้นำมาทดสอบและตีพิมพ์เป็นบทความในปีนี้

ส่วนกล้องความละเอียดระดับล้านพิกเซลก็มีของ
Polaroid รุ่น PDC-2000

ปี 1997
เป็นปีที่มีกล้องดิจิตอลจากผู้ผลิตนับสิบยี่ห้อ
ทั้งจาก Nikon, Canon, Minolta, Olympus, Kodak,
Fujifilm, Casio, Epson, Konica, Kyocera,
Panasonic, Ricoh, Samsung, Sanyo, Sony, Sharp,
Toshiba, Vivitar และอื่นๆอีกมากมาย
กล้องส่วนใหญ่ให้ขนาดภาพ 640 x 480 พิกเซล
มีเพียงบางรุ่นที่เกิน 1 ล้าน พิกเซล เช่น
Olympus Camedia C-1400L ความละเอียด 1.4
ล้านพิกเซล ออกแบบรูปทรงเป็นตัวแอล (L)
คล้ายกับกล้อง SLR Kodak DC210 ความละเอียด 1
ล้านพิกเซล จัดเก็บภาพด้วยการ์ด Fuji DS-300
ความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซล

ปี 1998
ในปีนี้กล้องดิจิตอลถูกผลิตขึ้นมากอีกกว่าหนึ่งเท่าตัว
ส่วนใหญ่มีความละเอียด 1.2-1.5 ล้านพิกเซล
โดยมีกล้องที่โดดเด่นคือดิจิตอล SLR
ของโกดักรุ่น DCS 520 ใช้บอดี้ Canon ES1N
ความละเอียด 2
ล้านพิกเซลจัดเก็บภาพด้วยฮาร์ดดิสก์ PCMCIA Type
III 340 MB

ส่วนกล้องสำหรับผู้ใช้ทั่วไปก็มีของ Canon Pro
70 เป็นกล้องแบบ SLR ที่มีรูปทรงสวยงามทันสมัย
เลนส์ซูม 28-70 มม. มีฮอทชูเสียบแฟลชภายนอก
ความละเอียด 1.5 ล้านพิกเซล

ทางด้านโซนี่ก็เปิดตัว Mavica FD-71
ที่จัดเก็บภาพด้วยแผ่นฟล็อปปี้ดิสก์
ถ่ายภาพเสร็จนำแผ่นไปเปิดดูที่คอมพิวเตอร์ได้ทันที
ความละเอียด 3 แสนพิกเซล และรุ่น FD-91
ความละเอียด 7 ล้านพิกเซล
ปี 1999
ตลาดกล้องดิจิตอลเติบโตขึ้นมาก
ในแต่ละเดือนมีกล้องรุ่นใหม่ๆหลายสิบรุ่น
ส่วนใหญ่มีความละเอียดที่ 2
ล้านพิกเซลเพียงพอกับการนำไปอัดขยายภาพขนาด 4 x
6 นิ้ว ให้คุณภาพดีพอสมควร
แม้ว่าจะยังห่างไกลกับการใช้ฟิล์ม
แต่ก็พอยอมรับได้ และ Olympus
ก็เปิดตัวกล้องตระกูล C เป็นครั้งแรกในรุ่น
C-2020

Minolta
เปิดตัวกล้องดิจิตอล SLR ใช้เลนส์จากกล้อง APS
ได้รุ่น RD3000 ความละเอียด 2.7 ล้านพิกเซล
Canon
ก็มีกล้องคอมแพคขนาดเล็กรูปทรงสวยงามมากในชื่อรุ่น
Powershot S10 ความละเอียด 2.1 ล้านพิกเซล ค่าย
Sony เปิดตัว DSC-F505 กล้องรูปทรงตัวแอล (L)
บอดี้กับเลนส์ปรับพลิกหมุนได้
เรียกความสนใจได้มากทีเดียว
และเน้นการจัดเก็บภาพด้วยการ์ดที่พัฒนาขึ้นมาเองเรียกว่า
Memory Stick
ส่วน Nikon ก็เปิดตัวกล้องดิจิตอล SLR
ระดับมืออาชีพที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างน่าทึ่งรุ่น
D1 ความละเอียด 2.7 ล้านพิกเซล
ใช้พื้นฐานมาจากกล้องฟิล์มระดับโปรรุ่น F100 และ
F5 ใช้ได้กับเลนส์ แฟลชและอุปกรณ์เสริมอื่นๆ
ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักถ่ายภาพมืออาชีพทั่วโลก
ซึ่งนิตยสารชัตเตอร์ฯก็ได้เลือกกล้องรุ่นนี้มาใช้งานในปลายปี
1999
และทดสอบตีพิมพ์ในนิตยสารชัตเตอร์ฯในเวลาต่อมา
ตั้งแต่ปี
2000 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน
กล้องดิจิตอลมีการพัฒนาอย่างมาก
ในแต่ละปีมีกล้องรุ่นใหม่ๆ
จากหลายสิบยี่ห้อนับร้อยรุ่น
ตั้งแต่กล้องคอมแพคตัวเล็กๆ
จนถึงกล้องรุ่นใหญ่สำหรับมืออาชีพ
ความละเอียดเพิ่มมากขึ้นจาก 2, 3, 4 เป็น 5
ล้านพิกเซล กล้องคอมแพคบางรุ่นในวันนี้เช่น Sony
DSC-F828 มีความละเอียดสูงถึง 8 ล้านพิกเซล
ส่วนดิจิตอล SLR ก็ขึ้นไปถึง 14 ล้านพิกเซลใน
Kodak DSC-Pro14n
กล้องรูปทรงแปลกๆ ใหม่ๆ ถูกผลิตออกมามากมาย
บางรุ่นบางเฉียบเหมือนบัตรเครดิต
บางรุ่นหน้าตาแทบไม่ต่างกับกล้องใช้ฟิล์ม
แต่ที่น่าสนใจมากคือในขณะท่ีคุณภาพดีมากขึ้น
ราคากลับลดลงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะกล้องดิจิตอล
SLR ระดับ 6 ล้านพิกเซล
จากราคานับล้านบาทเมื่อสี่ปีก่อน
เหลือไม่ถึงห้าหมื่นบาทในปีนี้
รวมไปถึงอุปกรณ์ทีเกี่ยวข้องเช่น การ์ด CF 128
MB ที่มีราคาประมาณ 20,000 บาท ในปี 2000
ถึงปีนี้ลดเหลือเพียงพันกว่าบาทเท่านั้น
ส่งผลให้ตลาดกล้องดิจิตอลมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด
จากเดิมในปี 1996 มียอดขายกล้องดิจิตอลทั่วโลก
ประมาณ 1 ล้านตัว แต่ในปี 2002 ที่ผ่านมา
มียอดขายมากกว่า 30 ล้านตัว
ส่วนในเมืองไทยของเราก็มียอดขายนับแสนตัวและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน
|